20 กันยายน 2569
นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสหัวหน้าองค์คณะในศาลฎีกา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยนำแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 มาเปรียบเทียบกับประเด็นการใช้ดุลพินิจของ กกต.
นายวัสระบุว่า หลักสำคัญจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 คือ การใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงาน แม้จะเป็นอำนาจตามหน้าที่ แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย และต้องตั้งอยู่บนเหตุผลที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่การใช้อำนาจตามอำเภอใจ
คำพิพากษาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีหมิ่นประมาท โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ถือเป็นการเกินขอบเขตความชอบด้วยกฎหมาย และในคดีดังกล่าวศาลวินิจฉัยถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 ด้วย
🔎 ยกฎีกา 3509/2549 เทียบมติ กกต.
นายวัสนำหลักดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับการพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. โดยตั้งประเด็นว่า การใช้ดุลพินิจขององค์กรอิสระต้องมีกรอบตามกฎหมาย และการประเมินพยานหลักฐานควรพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นภาพรวม
ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้อง 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย ประกอบด้วย สว. 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย ขณะที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 เสนอให้พิจารณาดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย
นายวัสระบุว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การนำมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญามาใช้ประกอบการพิจารณามาตรการเกี่ยวกับความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ซึ่งตามมุมมองของเขาเป็นมาตรฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกัน
🧩 ชี้หลักฐานต้องมองภาพรวม
นายวัสยกตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ปี 2567 โดยระบุว่า ศาลเคยพิจารณาพยานหลักฐานหลายประเภทประกอบกัน ทั้งพฤติการณ์การจับคู่แลกคะแนน เครือข่ายการจัดตั้ง ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร แชต LINE คลิปเสียง ประวัติการใช้โทรศัพท์ และข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์
นายวัสจึงเห็นว่า การพิจารณาคดีฮั้ว สว. ควรพิจารณาพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงกันเป็นภาพรวม ไม่ควรพิจารณาเฉพาะพยานหลักฐานประเภทใดประเภทหนึ่ง
💰 ปมเส้นทางการเงิน 4 ต่อ 3
สำหรับประเด็นเส้นทางการเงิน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ในการพิจารณาสำนวนมีประเด็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับผู้เกี่ยวข้องบางราย แต่ กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสำเนาเอกสาร หลักฐาน หรือพยานหลักฐาน รวมถึงความเห็นของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เข้ามาประกอบการพิจารณา
นายสิทธิโชติระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไปถึงต้นทางได้ ขณะที่ กกต.ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมติ 4 ต่อ 3 ดังกล่าวด้วย
⚖️ มาตรา 69 พ.ร.ป.กกต.
นายวัสยังหยิบยก มาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาประกอบการวิเคราะห์ โดยมาตราดังกล่าวกำหนดความผิดกรณีกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ และกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมบทลงโทษเพิ่มเติมในกรณีที่กระทำโดยทุจริต
นายวัสเสนอความเห็นทางกฎหมายว่า มาตรา 69 ควรถูกพิจารณาแยกจากมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดในคดีอาญาตามกฎหมายเลือกตั้ง และตั้งข้อสังเกตว่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อาจนำไปสู่ประเด็นความรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ ข้อความและข้อวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นความเห็นทางกฎหมายของนายวัส ติงสมิตร ต่อมติ กกต. และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว.
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: นายวัส ติงสมิตร, สำนักงาน กกต., ฐานเศรษฐกิจ, News1, Thai PBS
#วัสติงสมิตร #กกต #ฮั้วสว #เลือกสว2567 #ฎีกา3509_2549 #มาตรา69 #มาตรา157 #กฎหมายเลือกตั้ง #ศาลฎีกา #คดีฮั้วสว #กระบวนการยุติธรรม #สำนักข่าววิหคนิวส์
