2 กรกฎาคม 2569 เวลา 22.10 น.
สถานการณ์การเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังความเคลื่อนไหวของร่าง พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข (พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) ใกล้ถึงจุดชี้ขาด โดยล่าสุด นพ.ระวี มาศฉมาดล ออกมาเปิดเผยตัวเลขสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการการเมืองไทยทันที
หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีผู้ได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรม เกือบ 6,000 คน ครอบคลุมทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง รวมถึงการล้างประวัติอาชญากรรมจากการชุมนุมทางการเมืองตลอดช่วง ปี 2548–2568
จุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์มากสุดกลับเป็นกลุ่ม ม็อบสามนิ้ว หรือกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองแนวสีส้ม ซึ่งมีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีรวมสูงที่สุด มากกว่ากลุ่ม เสื้อเหลือง เสื้อแดง และ กปปส. รวมกัน
หมอระวีประเมินว่า ท่าทีของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะวุฒิสภาแก้ไขเพียงถ้อยคำบางมาตรา โดยไม่ได้เปลี่ยนหลักการสำคัญ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรอาจเห็นชอบทันก่อนปิดสมัยประชุมวันที่ 11 กรกฎาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ประเด็นร้อนที่สังคมจับตาอย่างหนักคือข้อสงสัยเรื่อง “คดีฮั้ว ส.ว. และโกงเลือกตั้ง ส.ส.” ว่าจะถูกยัดรวมเข้าไปในกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่
นพ.ระวีออกมายืนยันหนักแน่นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ “ไม่มีการนิรโทษกรรมคดีทุจริตเลือกตั้ง” ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. อย่างแน่นอน พร้อมระบุว่า ข่าวลือเรื่องการยัดไส้ล้างผิดคดีฮั้ว ส.ว. เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
ย้อนกลับไปตลอด 20 ปีแห่งความขัดแย้งการเมืองไทย ประเทศไทยเผชิญการชุมนุมใหญ่หลายระลอก ตั้งแต่พันธมิตรฯ เสื้อแดง กปปส. จนถึงม็อบคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดคดีความจำนวนมหาศาล มีทั้งผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ถูกจำคุก และทรัพย์สินถูกอายัดหรือฟ้องยึด
หมอระวีมองว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่ใช่การ “ล้างผิดให้คนโกง” แต่เป็นการ เยียวยาบาดแผลทางการเมือง และปิดฉากความขัดแย้งที่ลากยาวมาสองทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านยังเตือนว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมซ้ำ ๆ อาจกลายเป็น บรรทัดฐานอันตราย ทำให้ผู้ชุมนุมในอนาคตเชื่อว่า แม้กระทำผิดก็สามารถรอการล้างคดีได้ในภายหลัง
ศึกนิรโทษกรรมรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือการตัดสินอนาคตการเมืองไทยว่า ประเทศจะเดินหน้าเข้าสู่ความปรองดอง หรือเปิดบาดแผลรอบใหม่อีกครั้ง
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ThaiPost, Thailand Vision
