วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.45 น.
ที่อาคารรัฐสภา บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วแต่เข้มข้น เมื่อที่ประชุมมีมติ เอกฉันท์เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 10,328 ล้านบาท เพื่อโอนเข้าสู่งบกลางสำหรับใช้ในภารกิจเร่งด่วนของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และความมั่นคง
การประชุมครั้งนี้มี มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ นำเสนอผลการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว
สาระสำคัญของการโอนงบครั้งนี้ มาจากการปรับลดงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ 118 หน่วยงาน รวมเป็นเงิน 10,328 ล้านบาท เพื่อนำเข้าสู่งบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
รัฐบาลให้เหตุผลว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- ปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน
- ความผันผวนของตลาดการเงิน
- ภัยธรรมชาติและสภาพอากาศสุดขั้ว
- วิกฤตราคาพลังงานและค่าครองชีพประชาชน
จึงจำเป็นต้องมีเม็ดเงินสำรองพร้อมใช้ทันที หากเกิดเหตุฉุกเฉินรุนแรง
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การพิจารณาใน วาระ 2 และ 3 ใช้เวลาเพียง 15 นาที เท่านั้น ถือเป็นหนึ่งในการผ่านกฎหมายงบประมาณที่เร็วที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผลการลงมติวาระ 3 ปรากฏว่า
- เห็นชอบ 449 เสียง
- ไม่เห็นชอบ 0 เสียง
- งดออกเสียง 2 เสียง
สะท้อนภาพความเห็นพ้องต้องกันของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยังฝากข้อสังเกตสำคัญถึงรัฐบาลและสำนักงบประมาณ ให้เพิ่มมาตรการป้องกันปัญหา “งบพับตก” หรือการโอนงบกลับซ้ำซาก พร้อมทบทวนระบบจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารโครงการให้ทันต่อสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนเร็ว
ย้อนดูอดีต หลายปีที่ผ่านมา การใช้งบกลางมักถูกจับตาอย่างหนักจากสังคม เนื่องจากเป็นงบที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้ได้รวดเร็ว จึงต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้สูงสุด เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องการใช้งบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
หลังผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไป ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณา ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Khaosod Online
