ขณะที่สังคมไทยกำลังจับตาปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และความขัดแย้งในระดับโลก อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ แต่มีความสำคัญต่ออนาคตประเทศอย่างยิ่ง คือการเร่งเดินหน้าความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ของไทยกับหลายภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น FTA ไทย-EFTA, FTA ไทย-ภูฏาน และความตกลงการค้าเสรีไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย หรือ Thai-EAEU FTA
หากมองเพียงผิวเผิน เรื่องเหล่านี้อาจเป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่หากวิเคราะห์ผ่านหลัก REMORA จะพบว่านี่คือการปรับตำแหน่งครั้งสำคัญของประเทศไทยในระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
คำถามสำคัญคือ “ประเทศไทยคืออะไรในระบบนิเวศ REMORA?”
คำตอบของดุลย์คือ ประเทศไทยไม่ใช่วาฬที่สามารถกำหนดกติกาโลกเหมือนสหรัฐฯ จีน หรือสหภาพยุโรป แต่ก็ไม่ใช่แพลงก์ตอนที่ต้องลอยตามกระแสโลกเพียงอย่างเดียว
ประเทศไทยคือ “Strategic Remora” หรือ “รีโมราเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีศักยภาพเชื่อมโยงวาฬหลายตัวพร้อมกัน และกำลังพยายามพัฒนาไปสู่สถานะ “Regional Hub” หรือศูนย์กลางระดับภูมิภาค
ในมหาสมุทรเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน วาฬแต่ละตัวกำลังสร้างเครือข่ายอิทธิพลของตนเอง จีนผลักดัน Belt and Road สหรัฐฯ สร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ ยุโรปเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว ขณะที่อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจแห่งศตวรรษที่ 21
ประเทศไทยจึงต้องเลือกยุทธศาสตร์ที่แตกต่าง ไม่ใช่การเลือกอยู่กับวาฬเพียงตัวเดียว แต่เป็นการเชื่อมต่อกับวาฬหลายตัวพร้อมกัน
FTA ไทย-EFTA คือหมากสำคัญในการเชื่อมโยงไทยเข้ากับกลุ่มประเทศยุโรปคุณภาพสูง ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ แม้มูลค่าตลาดอาจไม่ใหญ่เท่าจีนหรือสหรัฐฯ แต่เป็นตลาดที่มีอำนาจซื้อสูง เทคโนโลยีสูง และมาตรฐานสูง
ในมุม REMORA นี่คือการว่ายเข้าใกล้วาฬแห่งนวัตกรรม การเงิน และเศรษฐกิจสีเขียว
ส่วน FTA ไทย-ภูฏาน แม้จะดูเป็นข้อตกลงกับประเทศขนาดเล็ก แต่ในทางยุทธศาสตร์กลับมีความหมายมากกว่าตัวเลขการค้า เพราะภูฏานตั้งอยู่ในพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างเอเชียใต้ จีน และเทือกเขาหิมาลัย
ดุลย์มองว่า FTA ฉบับนี้เป็นการวางหมากระยะยาวในระบบนิเวศเศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด และคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของโลกในอนาคต
ขณะที่ Thai-EAEU FTA ถือเป็นการเปิดประตูสู่ยูเรเชีย ซึ่งประกอบด้วยรัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน
หากมองผ่านเลนส์ REMORA นี่คือการสร้าง “เส้นทางสำรอง” ของเศรษฐกิจไทยในโลกที่กำลังแบ่งออกเป็นหลายขั้วอำนาจ
โลกหลังสงครามยูเครนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังถูกออกแบบใหม่ ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือน และหลายประเทศกำลังมองหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่
ไทยจึงเลือกกระจายความเสี่ยง ด้วยการเปิดประตูไปยังทุกทิศทาง
หากสังเคราะห์ภาพรวมทั้งหมดตามหลัก REMORA จะพบว่า FTA หลายฉบับที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สะท้อนปรากฏการณ์สำคัญ 3 ประการ
ประการแรก โลกกำลังเปลี่ยนจาก Globalization แบบเดิม ไปสู่ Multi-Globalization หรือโลกหลายศูนย์กลาง
ประการที่สอง ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตาม” มาเป็น “ผู้เชื่อมโยง” ระหว่างหลายระบบเศรษฐกิจ
และประการที่สาม การแข่งขันในอนาคตจะไม่ใช่การแข่งขันด้านค่าแรงหรือการผลิตราคาถูกอีกต่อไป แต่จะเป็นการแข่งขันด้านคุณภาพ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐาน
ในมุมมอง REMORA ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ
หากสามารถใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุน ยกระดับอุตสาหกรรม พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างนวัตกรรมใหม่ ไทยอาจก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคได้ในอนาคต
แต่หากใช้ประโยชน์จาก FTA ได้ไม่เต็มที่ ประเทศไทยอาจกลายเป็นเพียงตลาดรองรับสินค้าจากต่างประเทศ และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยมี FTA กี่ฉบับ
แต่คือ ไทยจะเปลี่ยนสถานะจาก “รีโมราที่เกาะวาฬ” ไปเป็น “ศูนย์กลางของระบบนิเวศใหม่” ได้หรือไม่
เพราะในโลกยุคใหม่ ผู้ชนะไม่ใช่ผู้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเสมอไป
แต่คือผู้ที่สามารถเชื่อมต่อกับทุกขั้วอำนาจได้ดีที่สุด
และนั่นอาจเป็นบทบาทใหม่ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21
ดุลย์ จุลกะเศียน
นักวิเคราะห์ สำนักข่าววิหคนิวส์
เอกสารอ้างอิง
- กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
- กระทรวงการต่างประเทศ
- World Trade Organization (WTO)
- United Nations Conference on Trade and Development (UNCTAD)
- World Bank
- International Monetary Fund (IMF)
- Eurasian Economic Commission
- EFTA Secretariat
- ASEAN Secretariat
