15 กันยายน 2569 เวลา 19:26 น.
นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเคยเป็นอดีตอธิบดีศาลฎีกา และหนึ่งใน 2 เสียงข้างน้อย ในการพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. ออกมาอธิบายเหตุผลการลงมติของ กกต. โดยย้ำว่า ผลการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและบุคคลในพรรคการเมือง ไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมด แต่มีทั้ง 5:2, 6:1 และบางราย 7:0
นายสิทธิโชติและนายชาย ณ นคร เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่เห็นว่า พยานหลักฐานบางส่วนมีน้ำหนักเพียงพอให้ดำเนินคดีกับบุคคลสำคัญบางราย
⚡ จุดชี้ขาด “ต้องมองช้างทั้งตัว”
เสียงข้างน้อยเห็นว่า พฤติการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่พบรูปแบบคล้ายกันในหลายจังหวัด ทั้ง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย
มีการกล่าวถึงการรวมกลุ่มตามโรงแรม การจัดทำ “โพย” และการกำหนดหมายเลขผู้สมัคร โดยพบโพยอย่างน้อย 12 ชุด ซึ่งหมายเลขผู้สมัครบางส่วนสอดคล้องกับผลการเลือกจริง
นายสิทธิโชติจึงเห็นว่า ไม่ควรแยกพิจารณาเหตุการณ์เป็นรายจังหวัดหรือรายบุคคลเท่านั้น แต่ต้องนำพฤติการณ์ทั้งหมดมาเชื่อมโยงกันเพื่อดูภาพรวมของเครือข่าย หรือที่เรียกว่า “มองช้างทั้งตัว”
📱 โพย–โทรศัพท์–กล้องวงจรปิด ถูกนำมาประกอบ
หลักฐานที่เสียงข้างน้อยนำมาพิจารณา ได้แก่
- โพยรายชื่อและหมายเลขผู้สมัครจากหลายพื้นที่
- ภาพโพยที่พบในโทรศัพท์ พร้อมข้อมูลวันที่
- ข้อมูลการติดต่อระหว่างบุคคลในพื้นที่ สส. สมาชิกพรรค และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- ภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเลือก สว. 26 มิถุนายน 2567
- ข้อมูลการประชุมและการรวมกลุ่มในโรงแรม
นายสิทธิโชติเห็นว่า หลักฐานเหล่านี้ควรถูกนำมาพิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่ตัดสินน้ำหนักจากหลักฐานชิ้นใดชิ้นหนึ่งเพียงลำพัง
🚨 ปมพยานกลับคำยังไม่ใช่หลักฐานทั้งหมด
กรณีพยานรหัส 16/26 ซึ่งกลับคำให้การภายหลัง นายสิทธิโชติเห็นว่า ยังต้องพิจารณาหลักฐานอื่นประกอบ โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดและข้อมูลในโทรศัพท์
ส่วนคำให้การที่เปลี่ยนแปลงไป นายสิทธิโชติเห็นว่าต้องนำมาเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่น ไม่ควรนำการกลับคำเพียงอย่างเดียวมาตัดน้ำหนักหลักฐานทั้งหมด
💰 เส้นเงินพบชัดบางกลุ่ม แต่ยังติดข้อจำกัด
สำหรับเส้นทางการเงิน กกต.มีข้อมูลที่ชัดเจนในกลุ่มผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือกบางราย จนมีมติเอกฉันท์ให้ดำเนินคดี
แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูง การตรวจสอบเส้นทางการเงินยังมีข้อจำกัด และบางกรณีพบการโอนเงินระหว่างพื้นที่ แต่ไม่สามารถย้อนกลับไปยังต้นทางได้ทั้งหมด
เสียงข้างน้อยจึงเห็นว่ายังมีพฤติการณ์ที่ควรนำมาประกอบการพิจารณา
⚖️ “โพย” ไม่ได้ผิดทุกกรณี
นายสิทธิโชติแยกประเด็นสำคัญว่า หากผู้สมัครจดรายชื่อไว้ เพื่อช่วยจำและยังตัดสินใจด้วยตนเอง อาจไม่ถือเป็นความผิด
แต่หากบุคคลอื่นเป็นผู้กำหนดหมายเลขหรือรายชื่อ แล้วผู้มีสิทธิเลือกนำไปใช้ลงคะแนนตามที่กำหนด ย่อมเกิดคำถามถึงความเป็นอิสระของการลงคะแนน และอาจเข้าข่ายทุจริตตามมาตรา 62 ของกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
🔥 มติจบแล้ว แต่ศาลยังเป็นผู้วินิจฉัย
นายสิทธิโชติยืนยันว่า เมื่อ กกต.มีมติแล้ว สำนวนในชั้น กกต.ถือว่าสิ้นสุด และไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงมติเดิมได้ตามปกติ
สำหรับผู้ที่ถูกส่งดำเนินคดี ศาลฎีกาจะเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานและวินิจฉัยต่อไป
ขณะเดียวกัน นายสิทธิโชติระบุว่า หากมีการฟ้องร้องกรรมการ กกต.ในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ตนมีหลักฐานยืนยันทั้งผลการลงมติ เหตุผล และพยานหลักฐานที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ
🚨 ปฏิเสธ “กกต.สีน้ำเงิน”
นายสิทธิโชติปฏิเสธแนวคิดว่า กกต.แบ่งฝักแบ่งฝ่ายหรือเป็น “กกต.สีน้ำเงิน” โดยระบุว่า ความแตกต่างเป็นเพียงการประเมินพยานหลักฐานในคดีนี้ของกรรมการแต่ละคน
แก่นสำคัญของการชี้แจงครั้งนี้จึงอยู่ที่ การเปิดให้สังคมเห็นทั้งมติของเสียงข้างมากและเหตุผลของเสียงข้างน้อย เพื่อให้สามารถตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจของ กกต.ได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและเหตุผลที่นายสิทธิโชติเปิดเผยเป็นความเห็นของกรรมการเสียงข้างน้อย ขณะที่ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาจะต้องเป็นไปตามกระบวนการพิจารณาของศาล
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: คำชี้แจง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. วันที่ 15 กันยายน 2569
#สิทธิโชติ #กกต #ฮั้วสว #คดีฮั้วเลือกสว #โพยเลือกสว #อนุทิน #ภูมิใจไทย #ศาลฎีกา #การเมืองไทย
