ข่าวประจำวัน » เจ็บจี๊ด !!!ไทยหลัง 2475 จากประเทศโตเร็ว สู่เศรษฐกิจโตต่ำและรัฐ ล้มเหลว เพราะ?

เจ็บจี๊ด !!!ไทยหลัง 2475 จากประเทศโตเร็ว สู่เศรษฐกิจโตต่ำและรัฐ ล้มเหลว เพราะ?

5 October 2026
9   0

ดุลย์ จุลกะเศียน
นักวิเคราะห์ สำนักข่าววิหคนิวส์ รายงาน

ประเทศไทยไม่ได้ถดถอยเพราะไม่มีเงิน ไม่มีทรัพยากร หรือไม่มีคนเก่ง แต่ปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างการบริหารประเทศปรับตัวช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 หรือ ค.ศ. 1932 ไทยสร้างรัฐสมัยใหม่ผ่านระบบราชการส่วนกลางที่เข้มแข็ง ข้อดีคือทำให้ประเทศเดินต่อได้แม้รัฐบาลเปลี่ยน แต่ข้อเสียคือเกิดระบบรวมศูนย์สูง ทำงานแยกเป็นกระทรวงและกรม และมีแรงเฉื่อยสูงในการปฏิรูป

ช่วงประมาณปี 2500 ถึง 2539 หรือ ค.ศ. 1957 ถึง 1996 เป็นยุคที่ไทยเติบโตอย่างมาก จากการลงทุนในถนน ไฟฟ้า เขื่อน ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม การศึกษา และสาธารณสุข

หลัง Plaza Accord หรือ “ข้อตกลงพลาซา” ปี 2528 หรือ ค.ศ. 1985 เงินลงทุนจากญี่ปุ่นและต่างชาติไหลเข้าสู่ไทยจำนวนมาก ไทยจึงกลายเป็นฐานผลิตสำคัญของรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และสินค้าเพื่อการส่งออก

แต่จุดหักเหสำคัญเกิดขึ้นในปี 2540 หรือ ค.ศ. 1997 จากวิกฤตต้มยำกุ้ง

ก่อนหน้านั้น ไทยสามารถเติบโตจากแรงงานที่เพิ่มขึ้น เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น โรงงานใหม่ และการขยายเมือง

แต่เมื่อเข้าสู่ระดับรายได้ปานกลาง วิธีเดิมเริ่มให้ผลลดลง

โจทย์ใหม่ของประเทศจึงต้องเปลี่ยนไปสู่

Productivity หรือ “ผลิตภาพ”

Technology หรือ “เทคโนโลยี”

Innovation หรือ “นวัตกรรม”

และ Human Capital หรือ “ทุนมนุษย์”

แต่ประเทศไทยเปลี่ยนเกียร์ได้ไม่เต็มที่

ปัญหาสำคัญข้อแรกคือ ความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง

รัฐบาลเปลี่ยน รัฐธรรมนูญเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน และมีรัฐประหารเป็นระยะ ทำให้นโยบายระยะยาวที่ต้องใช้เวลา 10 ถึง 20 ปี เดินหน้าได้ยาก

ขณะเดียวกัน ระบบเลือกตั้งก็สร้างแรงจูงใจให้นักการเมืองต้องเร่งสร้างผลงานในช่วงสั้นก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป

จึงเกิดความขัดแย้งระหว่าง Electoral Cycle หรือ “รอบการเลือกตั้ง” กับ Development Cycle หรือ “รอบการพัฒนาประเทศ”

การเมืองอาจคิดเป็นรอบ 4 ปี

แต่การปฏิรูปการศึกษา ราชการ พลังงาน ระบบน้ำ เมือง และอุตสาหกรรมใหม่ ต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก

อีกปัญหาหนึ่งคือรัฐราชการรวมศูนย์

ประเทศไทยมีราชการที่ค่อนข้างต่อเนื่อง แต่หลายเรื่องยังมีปัญหาข้อมูลไม่เชื่อมกัน อำนาจกับความรับผิดชอบแยกจากกัน และมีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพผลลัพธ์สุดท้าย

ในทางเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชันก็ไม่ได้หมายถึงเงินใต้โต๊ะเพียงอย่างเดียว

แต่รวมถึงการบิดเบือนงบประมาณ โครงการ สัมปทาน ใบอนุญาต การประมูล และการแต่งตั้ง

ผลคือรัฐอาจใช้เงินจำนวนมาก แต่ได้ผลตอบแทนต่อประเทศต่ำ

อีกจุดอ่อนสำคัญคือ ประเทศไทยยังขาด National Development Consensus หรือ “ฉันทามติร่วมด้านการพัฒนาประเทศ” ที่เข้มแข็งพอจะอยู่ข้ามรัฐบาล

ไทยยังต้องตอบให้ชัดว่าอีก 20 ปีข้างหน้า จะเป็นประเทศแบบใด จะใช้ฐานอุตสาหกรรมอะไร จะสร้างแรงงานแบบไหน จะแข่งขันด้วยเทคโนโลยีอะไร และจะรองรับสังคมสูงวัยอย่างไร

ผลของปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้สะท้อนออกมาในตัวแปรตามหลายด้าน

ทั้งอัตราเติบโตของ GDP ที่ชะลอลง

ผลิตภาพที่โตต่ำ

การลงทุนที่ชะลอ

การแข่งขันดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ยากขึ้น

ประชากรสูงวัย

รายได้ภาษีที่โตช้า

และหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงขึ้น

ประเด็นเรื่องหนี้จึงไม่ควรถามเพียงว่า

“ประเทศไทยมีหนี้เท่าไร”

แต่ควรถามว่า

“เงินที่กู้มาในวันนี้ สามารถสร้าง GDP ในอนาคตได้มากแค่ไหน”

หากรัฐกู้เงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สุขภาพ เทคโนโลยี ระบบน้ำ ระบบดิจิทัล หรือการยกระดับทักษะแรงงาน แล้วทำให้ผลิตภาพและฐานภาษีในอนาคตสูงขึ้น หนี้ลักษณะนี้อาจถือเป็นหนี้ที่มีคุณภาพ

แต่หากกู้เพื่อกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น โดยไม่เพิ่มศักยภาพการผลิต ภาระหนี้จะเพิ่มเร็วกว่าความสามารถของเศรษฐกิจในการสร้างรายได้

เรื่องประชานิยมก็ต้องแยกให้ชัด

ประชานิยมไม่ใช่สิ่งผิดโดยตัวมันเอง

นโยบายที่ช่วยคนจนแบบตรงเป้า ระบบสุขภาพ อาหารเด็ก การศึกษา การยกระดับทักษะ และการลงทุนพื้นฐาน อาจเพิ่ม Human Capital หรือทุนมนุษย์ และเพิ่ม GDP ในอนาคตได้

แต่ประชานิยมที่มีปัญหาคือการแจกถาวรโดยไม่มีแหล่งรายได้ การอุดหนุนที่บิดกลไกตลาด หรือการกู้มาใช้เพื่อการบริโภคโดยไม่เพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพ

สำหรับอนาคตของไทย สามารถมองได้เป็น 3 ระยะ

ระยะสั้น ปี 2569 ถึง 2572 หรือ ค.ศ. 2026 ถึง 2029

หากยังใช้แนวทางเดิม

เศรษฐกิจมีแนวโน้มโตต่ำ รัฐต้องกระตุ้นซ้ำ หนี้เพิ่ม งบดอกเบี้ยสูงขึ้น และงบลงทุนใหม่ถูกเบียด

ยังไม่จำเป็นต้องหมายถึงวิกฤตหนี้ทันที แต่จะเกิด Fiscal Squeeze หรือ “ภาวะพื้นที่ทางการคลังถูกบีบ” มากขึ้น

ระยะกลาง ปี 2572 ถึง 2579 หรือ ค.ศ. 2029 ถึง 2036

แรงงานจะลดลง ผู้สูงอายุเพิ่ม ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและบำนาญสูงขึ้น ขณะที่ฐานภาษีโตช้า

หากผลิตภาพไม่เพิ่ม ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ GDP จะโตไม่ทันหนี้และภาระของรัฐ

ระยะยาว ปี 2579 ถึง 2589 หรือ ค.ศ. 2036 ถึง 2046

หากปฏิรูปสำเร็จ

ผลิตภาพ การลงทุน และนวัตกรรมสามารถเพิ่มขึ้น ทำให้ศักยภาพการเติบโตสูงขึ้น และหนี้ต่อ GDP มีโอกาสทรงตัวหรือลดลง

แต่หากไม่ปฏิรูป

ประเทศไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “แก่ก่อนรวย” อย่างเต็มรูปแบบ

ทางออกจึงไม่ใช่มาตรการเดียว แต่ต้องปฏิรูปพร้อมกันอย่างน้อย 6 ด้าน

หนึ่ง ปฏิรูปรัฐราชการ
จากการวัดขั้นตอน ไปสู่การวัดผลลัพธ์

สอง ปฏิรูปการคลัง
ให้ทุกโครงการเปิดเผยต้นทุน ผลตอบแทน และผลต่อหนี้

สาม ปฏิรูปการเมือง
เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย

สี่ ปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชันด้วยระบบโปร่งใสและเทคโนโลยีดิจิทัล

ห้า ปฏิรูปการศึกษาและแรงงาน
ไปสู่ STEM หรือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รวมถึง Digital, AI และการแก้ปัญหา

หก ปฏิรูปการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
เปิดทางให้ธุรกิจใหม่ SME และนวัตกรรมเติบโตได้จริง

ผู้รับผิดชอบ

ไม่ใช่รัฐบาลฝ่ายเดียว
แต่รวมถึงรัฐสภา พรรคการเมือง
ระบบราชการ
องค์กรอิสระ
ภาคธุรกิจ
มหาวิทยาลัย
ท้องถิ่น
สื่อ
และประชาชน

บทเรียนสำคัญคือ

ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ

แต่เครื่องยนต์การพัฒนาที่เคยทำให้ไทยเติบโตเร็วในช่วงปี 2500 ถึง 2539 หรือ ค.ศ. 1957 ถึง 1996 ไม่เพียงพออีกต่อไป

ไทยต้องเปลี่ยนจาก

แรงงานราคาถูก + เงินทุน + โรงงาน

ไปสู่

ผลิตภาพ + เทคโนโลยี + นวัตกรรม + คุณภาพสถาบัน

หากไม่เปลี่ยน ประเทศไทยอาจไม่พังทันที

แต่จะโตช้าลง แก่ขึ้น เป็นหนี้มากขึ้น และมีพื้นที่ในการแก้ปัญหาน้อยลงเรื่อย ๆ

ดุลย์ จุลกะเศียน
นักวิเคราะห์ สำนักข่าววิหคนิวส์ รายงาน

4 ตุลาคม 2569

อ้างอิง
ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
กระทรวงการคลัง
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
World Bank
International Monetary Fund หรือ IMF
Vihok News Architecture & Doctrine ซึ่งกำหนดให้แยกข้อเท็จจริง การวิเคราะห์ สมมติฐาน และสิ่งที่ยังไม่ทราบออกจากกันอย่างชัดเจน Vihok_News_Architecture_Doctrine_v1.0_Approved.pdf

#ประเทศไทย #เศรษฐกิจไทย #GDP #หนี้สาธารณะ #รัฐราชการ #ปฏิรูปประเทศ #คอร์รัปชัน #ประชานิยม #Productivity #เทคโนโลยี #นวัตกรรม #วิหคนิวส์