แม้ประเทศไทยลงทุนระบบรถไฟและรถไฟฟ้ามหาศาลเพื่อแก้ปัญหาจราจรและยกระดับเศรษฐกิจ
แต่การสังเคราะห์ ชี้ว่า กลุ่มที่มักได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุดคือ เจ้าของที่ดินและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบสถานี
รองลงมาคือผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้จำหน่ายระบบราง
และผู้รับสัมปทานเดินรถ
ขณะที่ประชาชนได้ประโยชน์ด้านความสะดวกและเวลาเดินทาง
แต่รัฐและผู้เสียภาษียังคงแบกรับภาระการลงทุน การเวนคืน และการอุดหนุนจำนวนมาก
รายงานเสนอว่า ถึงเวลาปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการวัดความสำเร็จด้วยจำนวนเส้นทาง
มาเป็นการวัดว่า ประชาชนเข้าถึงงาน โรงเรียน โรงพยาบาล และบริการสาธารณะได้ง่ายขึ้นในต้นทุนที่เหมาะสมหรือไม่
การศึกษาต้นแบบโลกพบว่า
สิงคโปร์ มีจุดแข็งด้านการบริหารระบบขนส่งแบบบูรณาการ
ฮ่องกง ใช้โมเดล Rail + Property ดึงมูลค่าที่ดินกลับมาสนับสนุนระบบราง และ
ญี่ปุ่น พัฒนาเมืองรอบสถานีให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการอยู่อาศัย
ข้อเสนอสำคัญคือ
ไทยควรจัดตั้งองค์กรขนส่งกลาง
ใช้ค่าโดยสารร่วม
ดึงมูลค่าที่ดินรอบสถานีกลับคืนสู่สาธารณะ
เปิดเผยสัญญาและต้นทุนทุกโครงการ และพัฒนาพื้นที่รอบสถานีให้มีที่อยู่อาศัยและบริการสาธารณะที่ประชาชนทุกระดับเข้าถึงได้
โครงการระบบรางควรถูกประเมินจาก 6 มิติ ได้แก่
ความเป็นธรรม คุณภาพบริการ
ความคุ้มค่าทางการเงิน สิ่งแวดล้อม
ธรรมาภิบาล
และการเรียนรู้
ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยควรปฏิรูประบบค่าโดยสาร การแบ่งผลประโยชน์ และธรรมาภิบาล
ก่อนขยายโครงการใหม่
เพื่อให้มูลค่าที่เกิดจากเงินภาษีของประชาชนย้อนกลับมาสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
ดุลย์ จุลกะเศียน
นักวิเคราะห์
สำนักข่าววิหคนิวส์
กรุงเทพมหานคร 1สิงหาคม 2569
อ้างอิง: สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), Land Transport Authority Singapore, MTR Hong Kong, กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยว ญี่ปุ่น
