21 กรกฎาคม 2569
พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อดีตผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ เผยแพร่บทความพิเศษผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในหัวข้อ “ถอดรหัส DNA อำนาจและการเมืองเครือข่าย เปรียบเทียบยุทธศาสตร์ ‘ทักษิณ–เนวิน’ กับการครอบงำกลไกรัฐสภา”
#บทความพิเศษ: ถอดรหัส DNA อำนาจและการเมืองเครือข่าย เปรียบเทียบยุทธศาสตร์ “ทักษิณ – เนวิน” กับการครอบงำกลไกัฐสภา
โดย พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ
อดีต ผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(นายชวน หลีกภัย)
เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ
21 กรกฎาคม 2569
การเมืองไทยในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา มักถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มอำนาจนำที่เติบโตมาจากรากฐานเดียวกัน เรียนรู้กลไกเดียวกัน และเคยร่วมสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองมาด้วยกัน จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เส้นทางแยกออกจากกัน หากวิเคราะห์ด้วยมุมมองเชิงโครงสร้างแบบ Bird’s-eye View จะเห็นภาพความเหมือนและความต่างที่สะท้อนถึง #ภัยคุกคามต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
1. จุดกำเนิดและ DNA ทางอำนาจ: จากผู้ร่วมสร้างสู่เส้นทางเดียวกัน
ในห้วงเวลาที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่เติบโตขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่อำนาจล้วนอาศัยฐานทุนขนาดใหญ่และการรวบรวม ส.ส. เข้าพรรคผ่านระบบการเลือกตั้งที่ใช้ทุนหนา
- ทักษิณ ชินวัตร: ใช้โมเดลพรรคธุรกิจและการดูด ส.ส. เข้าพรรคจนกวาดที่นั่งถล่มทลาย 248 ที่นั่งในปี 2544 และทวีคูณเป็น 377 ที่นั่งในปี 2548 จนกลายเป็น “เผด็จการรัฐสภา” ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
- เนวิน ชิดชอบ: เติบโตมาจากการเป็นกลไกสำคัญและมันสมองเบื้องหลังการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทุกรูปแบบให้แก่ระบอบทักษิณในอดีต จึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงกลไกการใช้อำนาจและการต่อรองในสภาทุกมิติ
2. จุดตัดและยุทธศาสตร์การเอาตัวรอด: ความฉลาดในการอ่านเกม
แม้จะมีพื้นฐานทางความคิดและวิธีการที่คล้ายคลึงกัน แต่จุดต่างที่ทำให้ทั้งสองคนมีสถานะทางการเมืองที่ต่างกันในปัจจุบัน คือ การประเมินกระแสสังคมและท่าทีต่อสถาบันหลักของชาติ
- ฝ่ายแรก (ทักษิณ): เลือกแนวทางปะทะทางโครงสร้างและแสดงออกถึงความท้าทาย นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงและการลุกฮือของมวลชนครั้งใหญ่ จนต้องเผชิญกับวิกฤตระยะยาวและการลี้ภัย
- ฝ่ายหลัง (เนวิน): ด้วยความที่เป็นผู้มีชั้นเชิงและอ่านเกมขาด จึงปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเรียนรู้ว่าการปะทะกับสถาบันหลักคือทางตันทางการเมือง จึงหันมาใช้กลยุทธ์การแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างเข้มข้นในทุกพื้นที่เพื่อสร้างเกราะคุ้มกัน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น
3. วิวัฒนาการของ “เผด็จการรัฐสภา” ยุคใหม่: ทุนสามานย์และการใช้งบประมาณแผ่นดิน
ในปัจจุบัน แม้จะมีฉากหน้าที่แตกต่างกัน แต่กระบวนการเข้าสู่อำนาจผ่านสภาวะการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย “ทุนสามานย์” ยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบที่เข้มข้นขึ้น การใช้เม็ดเงินมหาศาลในการดึงดูด ส.ส. เข้าสังกัดจากหลักสิบล้านทะยานสู่ระดับหลายสิบหรือร้อยล้านบาทต่อหัว เพื่อกวาดที่นั่งเข้าสภาให้ได้ตามเป้าหมาย (ระดับ 200 ที่นั่ง)
เป้าหมายสูงสุดของการเข้าไปนั่งในสภาและการกุมบังเหียน 2 กระทรวงเกรด A อย่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการเข้าไปเพื่อ “ต่อรองและใช้กลไกงบประมาณแผ่นดิน” ในการขับเคลื่อนนโยบายและปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เช่น กรณีปัญหาที่ดินหรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ผูกพันกับฐานอำนาจท้องถิ่น
4. บทสรุป: มุมมองแบบ Bird’s-eye View ต่ออนาคตประเทศ
หากมองจากมุมสูงจะพบว่า ทั้งสองโมเดลนี้ไม่ว่าจะมีเปลือกนอกที่ต่างกันอย่างไร แต่แก่นแท้คือ
“กระบวนการทำลายธรรมาภิบาลและความยั่งยืนของชาติ”
การใช้สภาเป็นเครื่องมือฟอกความชอบธรรม การใช้ทุนสามานย์และงบประมาณแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของเครือข่ายตนเอง ผ่านการคุมกระทรวงหลักอย่างมหาดไทยและคมนาคม และการสร้างความอ่อนแอให้แก่ระบบตรวจสอบ #คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนอย่างแท้จริงได้เสียที
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: บทความของ พล.อ. ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เผยแพร่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569
