เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 22.26 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นต่อความคืบหน้าคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดีฮั้ว สว. โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ควรยุติลงเพียงผู้ถูกกล่าวหา 77 คนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ดำเนินคดี พร้อมชี้ว่ากลุ่มบุคคลที่ต้องจับตาต่อไปมีทั้งกรรมการ กกต. และนักการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับเบื้องหลังการกระทำที่ถูกกล่าวหา
นายพริษฐ์ตั้งหัวข้อโพสต์ว่า
“เรื่องคดีโกง สว. ไม่จบง่ายแน่ๆ สำหรับทั้ง กกต. สีน้ำเงิน และนักการเมืองสีน้ำเงิน”
พร้อมอธิบายว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต. มีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย โดยในจำนวนนี้เป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่นอีก 15 คน
อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งหมด โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องความเป็นขบวนการ ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย และมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีในอดีต
คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ เปิดประเด็นตรวจสอบ กกต.
นายพริษฐ์ระบุว่า คำวินิจฉัยของนายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ในคดีหมายเลขดำที่ อ 1018/2569 และคำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 เป็นพัฒนาการสำคัญของคดีฮั้ว สว.
คดีดังกล่าวเกิดจากนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร สว. ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมกรรมการ กกต. รวม 8 คน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีการจัดการเลือก สว.
ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นเขตอำนาจศาลว่า ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ กกต. ในกรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และเห็นว่าประชาชนเป็นผู้เสียหายจากการถูกกระทบต่ออำนาจอธิปไตย จึงมีสิทธิฟ้องคดีตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นายพริษฐ์มองว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้ประเด็นการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่เฉพาะช่องทางร้องเรียนผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น
เขาระบุว่า ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่าการดำเนินคดีกับกรรมการ กกต. อาจต้องผ่านกระบวนการของ ป.ป.ช. และตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระในการตรวจสอบ เนื่องจากทั้งสององค์กรมีที่มาจากกระบวนการเลือกโดยวุฒิสภา
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในการฟ้องและเขตอำนาจศาลในคดีเฉพาะ ไม่ใช่คำพิพากษาว่ากรรมการ กกต. ทั้ง 8 คนกระทำความผิดแล้ว และไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนสามารถฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยปราศจากเงื่อนไขตามกฎหมาย
จับตา 13 พฤศจิกายน วันครบกำหนดจัดทำคำวินิจฉัย กกต.
อีกประเด็นที่นายพริษฐ์ให้ความสำคัญ คือกำหนดเวลาการจัดทำคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการของ กกต. หลังมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569
นายพริษฐ์ระบุว่า กกต. ต้องเผยแพร่คำวินิจฉัยเกี่ยวกับมติดังกล่าวภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 ตามการคำนวณกรอบเวลาที่เขานำเสนอ
เขามองว่าเอกสารคำวินิจฉัยฉบับดังกล่าวจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ประชาชนและผู้เสียหายสามารถนำไปประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย หากเห็นว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ประเด็นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกำหนดเวลาที่ต้องจับตา เพราะเนื้อหาในคำวินิจฉัยจะสะท้อนเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ กกต. ใช้ประกอบการลงมติว่าจะดำเนินคดีกับบุคคลใด และไม่ดำเนินการกับบุคคลใด
ไอติมชี้ศาลฎีกาอาจไต่สวนเพิ่ม หากพบผู้เกี่ยวข้องรายอื่น
สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 77 รายที่ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา นายพริษฐ์อธิบายว่า กระบวนการในชั้นศาลยังอาจมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้
โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และอำนาจของศาลฎีกาในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
นายพริษฐ์เห็นว่า หากการไต่สวนของศาลปรากฏพยานหลักฐานว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ก็อาจนำไปสู่การดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลเหล่านั้นเพิ่มเติมได้
เขายังระบุว่า หากในช่วงเวลาเดียวกันกรรมการ กกต. กำลังถูกฟ้องร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็ย่อมเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตาว่า กกต. จะดำเนินการตามหน้าที่อย่างไร หากมีพยานหลักฐานใหม่ปรากฏขึ้น
อย่างไรก็ตาม การนำบุคคลอื่นเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ ขั้นตอน และพยานหลักฐานที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีการกล่าวถึงชื่อหรือมีข้อสงสัยทางการเมือง
ย้ำคดีฮั้ว สว. ต้องไม่ถูกจำกัดอยู่เพียง 77 คน
นายพริษฐ์ทิ้งท้ายว่า คดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง และไม่ควรถูกจำกัดการตรวจสอบไว้เพียงกลุ่มบุคคล 77 คนที่ กกต. มีมติส่งดำเนินคดี
พร้อมระบุข้อความว่า
“อาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งนี้ จะต้องไม่ถูกตัดตอนให้เหลือการเอาผิดแค่ 77 คน”
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนจุดยืนของพรรคประชาชนที่ต้องการให้มีการตรวจสอบทั้งผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรตรวจสอบ และบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. หากปรากฏหลักฐานตามกฎหมาย
จากนี้ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเผยแพร่คำวินิจฉัยของ กกต. ภายในกรอบเวลาที่ถูกกล่าวถึง การดำเนินคดีในส่วนผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย และการพิจารณาพยานหลักฐานเพิ่มเติมของศาลฎีกาว่าจะมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบยังต้องพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม ผู้ที่ถูกกล่าวหาทุกคนยังได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
สำนักข่าววิหคนิวส์
วิหคเงา รายงาน
อ้างอิง:
* มติชน รายงานโพสต์ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 22.26 น.
* Thai PBS รายงานมติ กกต. คดีฮั้ว สว. วันที่ 14 กันยายน 2569
* The Active รายงานรายละเอียดมติ กกต. และผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย วันที่ 14–15 กันยายน 2569
* คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท. 27/2569 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569
* รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 226
#พริษฐ์วัชรสินธุ #ไอติม #พรรคประชาชน #คดีฮั้วสว #กกต #วุฒิสภา #ศาลฎีกา #ศาลอาญาคดีทุจริต #การเมืองไทย #สำนักข่าววิหคนิวส์
