วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.10 น. ที่รัฐสภา — อีกหนึ่งเวทีที่น่าจับตา เมื่อ เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ “เสก โลโซ” ศิลปินร็อกชื่อดัง พร้อมอดีตผู้ต้องขังหลายคน เข้าร่วมสะท้อนประสบการณ์ตรงต่อคณะอนุกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร หวังผลักดันการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง ตั้งแต่การรักษาพยาบาล สภาพความเป็นอยู่ ไปจนถึงการฝึกอาชีพที่ต้อง “ทันโลกและใช้ทำมาหากินได้จริง” หลังพ้นกำแพงเรือนจำ
การประชุมครั้งนี้มี นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ร่วมแถลงผลการศึกษาและแนวทางผลักดันการปฏิรูประบบราชทัณฑ์
ของจริงพูดเอง! เปิดเสียงจากคนเคยใช้ชีวิตหลังกำแพง
เวทีครั้งนี้ไม่ได้รับฟังเฉพาะข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เคยผ่านชีวิตในเรือนจำมาสะท้อนปัญหาด้วยตัวเอง ประกอบด้วย เสก โลโซ, ศรายุทธ ศรีกำเนิด หรือ “แอล โอรส”, นพนันท์ ทองเหลือ หรือ “เอิร์น วัดใหญ่” และอัครินทร์ ปูรี หรือ “หรั่งพระนคร”
หนึ่งในประเด็นแรงที่ถูกสะท้อนออกมาคือ ระบบรักษาพยาบาลภายในเรือนจำ โดยมีการตั้งข้อสังเกตในทำนองว่า ไม่ว่าจะเจ็บป่วยด้วยอาการใด หลายครั้งกลับได้รับเพียงยาพาราเซตามอล จึงต้องการให้มีการยกระดับการตรวจรักษาและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างจริงจัง
อีกปัญหาใหญ่คือ การฝึกอาชีพภายในเรือนจำบางประเภทไม่ทันต่อโลกการทำงานในปัจจุบัน
อดีตผู้ต้องขังจึงเสนอให้ปรับหลักสูตรใหม่ โดยเฉพาะทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทันทีเมื่อพ้นโทษ รวมถึงการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์และทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการจริง เพราะหากผู้พ้นโทษออกมาแล้วไม่มีงาน ไม่มีรายได้ และไม่มีพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่ โอกาสที่จะกลับเข้าสู่วงจรเดิมก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องเผชิญ
นักโทษหญิงสะท้อนอีกปัญหา “ผ้าอนามัยไม่เพียงพอ”
นอกจากเสียงสะท้อนจากอดีตผู้ต้องขังชายแล้ว ยังมีการนำเสนอปัญหาของผู้ต้องขังหญิง โดยเฉพาะ ปริมาณผ้าอนามัยในช่วงมีประจำเดือนที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ประเด็นดังกล่าวถูกเสนอให้พิจารณาปรับปรุง เพราะถือเป็นเรื่องสุขอนามัยและความจำเป็นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของผู้ต้องขังหญิง
รื้อ 4 ด้าน! ตั้งเป้าเปลี่ยนเรือนจำจาก “ที่คุมขัง” สู่พื้นที่สร้างคนใหม่
คณะอนุกรรมาธิการวางกรอบการขับเคลื่อนไว้ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐานและการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และโอกาสทางการศึกษา การยกระดับระบบสาธารณสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ และการจับมือภาคเอกชนพัฒนาหลักสูตรฝึกอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานจริง
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงทำให้ผู้ต้องขังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เหมาะสมระหว่างรับโทษ แต่ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนออกจากเรือนจำ เพื่อให้สามารถ “กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่” และลดโอกาสกระทำผิดซ้ำ
ปัญหาใหญ่ยังอยู่ที่ “คนล้น-หมอไม่พอ-งานไม่ตรงตลาด”
จากข้อมูลและความคิดเห็นที่คณะอนุกรรมาธิการได้รับ พบปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ตั้งแต่สัดส่วนเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ต้องขัง ปัญหาความแออัดภายในเรือนจำ สุขอนามัย การควบคุมและคัดกรองโรค ตลอดจนหลักสูตรอาชีพที่บางส่วนไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่
อีกกำแพงสำคัญเกิดขึ้น หลังพ้นโทษ เพราะแม้บุคคลจะรับโทษครบแล้ว แต่ประวัติอาชญากรรมและทัศนคติของสังคมยังอาจทำให้การสมัครงานเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ถูกจำกัด
“ทวี” ชี้คนในเรือนจำต้องกลับออกมาอย่างมีศักดิ์ศรี
ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ระบุในสาระสำคัญว่า คนจำนวนมากที่อยู่ในระบบราชทัณฑ์ท้ายที่สุดต้องกลับคืนสู่สังคม จึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้รับการฟื้นฟู มีความรู้ มีทักษะ และสามารถกลับออกมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี
แนวคิดสำคัญจึงไม่ควรจบอยู่แค่คำว่า “ลงโทษ” แต่ต้องไปให้ถึงคำว่า “ฟื้นฟู” เพราะหากคนจำนวนมากออกจากเรือนจำในแต่ละปีโดยไม่มีทักษะ ไม่มีงาน และไม่มีโอกาสจากสังคม ปัญหาการกระทำผิดซ้ำก็ยากที่จะถูกแก้ไขอย่างยั่งยืน
ย้อนเส้นทาง “เสก โลโซ” จากผู้ต้องขังสู่ผู้สะท้อนปัญหา
การปรากฏตัวของ “เสก โลโซ” บนเวทีครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเจ้าตัวเคยผ่านการรับโทษในเรือนจำมาก่อน จากคดีที่มีต้นเหตุตั้งแต่เหตุการณ์ช่วงปลายปี 2560 ก่อนกระบวนการคดีดำเนินต่อเนื่องหลายปี และภายหลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในปี 2568
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้แตกต่างจากการพูดในเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการนำเสียงของคนที่เคยสัมผัสสภาพแวดล้อมภายในระบบราชทัณฑ์มาประกอบการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ
สุดท้ายโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปราชทัณฑ์จึงไม่ใช่เพียงว่า “จะควบคุมผู้ต้องขังอย่างไร” แต่คือวันที่ประตูเรือนจำเปิดออก คนเหล่านั้นจะมีความรู้ อาชีพ สุขภาพ และโอกาสมากพอที่จะไม่ต้องเดินกลับเข้าไปในประตูบานเดิมอีกหรือไม่
หากประเทศไทยต้องการลดการกระทำผิดซ้ำ การฝึกอาชีพที่ทันโลก การรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ และการเปิดพื้นที่ให้ผู้พ้นโทษได้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ “สวัสดิการผู้ต้องขัง” แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของสังคมโดยรวมด้วย
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: รายงานข่าวการประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 และข้อมูลข่าวย้อนหลังเกี่ยวกับกระบวนการคดีและการพ้นโทษของเสกสรรค์ ศุขพิมาย
