วันที่ 30 กรกฎาคม 2569
กระแสถกเถียงเรื่องโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงสร้างค่าตอบแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเหลื่อมล้ำกับข้าราชการพลเรือนส่วนกลาง พร้อมยกตัวอย่างว่าเพดานเงินเดือนของ ปลัดเทศบาล สูงกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งเห็นว่าควรได้รับการตรวจสอบและทบทวนใหม่
ภายหลังคำกล่าวดังกล่าว กรมบัญชีกลางได้รับมอบหมายให้ศึกษาระเบียบและโครงสร้างค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐทั้งหมด เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นธรรมของระบบเงินเดือนในปัจจุบัน
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เมื่อ พันจ่าเอกยศกร เพชรล้ำ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง จังหวัดอุดรธานี เผยแพร่ข้อมูลเปรียบเทียบบัญชีเงินเดือน โดยระบุว่าเพดานเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญระดับบริหารขั้นสูง (ซี 11) หรือปลัดกระทรวง อยู่ที่ 76,800 บาท ขณะที่บัญชีเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น บัญชี 6 สำหรับตำแหน่งปลัดเทศบาลระดับบริหารขั้นสูง กำหนดเพดานไว้ที่ 80,450 บาท
อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ใช่โครงสร้างเงินเดือนที่มีผลบังคับใช้ เนื่องจาก บัญชีเงินเดือนบัญชี 6 ยังอยู่ระหว่างรอการลงนามประกาศใช้ จากนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงไม่สามารถนำมาอ้างว่าเป็นอัตราเงินเดือนที่ข้าราชการท้องถิ่นได้รับจริงในปัจจุบัน
นายพิพัฒน์ย้ำว่า บัญชีเงินเดือนดังกล่าวไม่ได้จัดทำโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง แต่เป็นมติของ คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และมีผู้แทนจากสำนักงาน ก.พ. รวมถึงสำนักงบประมาณร่วมพิจารณา
นอกจากนี้ แม้จะมีการกำหนดเพดานเงินเดือนไว้สูง แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการทุกคนจะได้รับเงินเดือนในระดับดังกล่าว เพราะการเลื่อนเงินเดือนยังต้องอาศัยอายุราชการ ผลการประเมิน และขั้นเงินเดือน ซึ่งผู้ที่จะได้รับเงินเดือนเต็มเพดานส่วนใหญ่ต้องมีอายุราชการกว่า 35 ปี และมีจำนวนไม่มาก
ย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการกลางได้มีมติเห็นชอบโครงสร้างเงินเดือนบัญชี 6 แล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการลงนามประกาศใช้ ส่งผลให้ข้าราชการท้องถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2569 ยังไม่สามารถปรับเงินเดือนเพื่อนำไปคำนวณบำเหน็จบำนาญได้
นายพิพัฒน์ยังระบุว่า ข้าราชการท้องถิ่นไม่ได้มีสิทธิประโยชน์เหนือกว่าข้าราชการพลเรือน ตรงกันข้าม หลายด้านกลับเสียเปรียบ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งข้าราชการท้องถิ่นต้องมีเงินเดือนเต็มเพดานระดับที่กำหนด จึงจะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ ขณะที่ข้าราชการพลเรือนสามารถได้รับสิทธิดังกล่าวในระดับเงินเดือนที่ต่ำกว่า
สมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นจึงเห็นว่า หากรัฐบาลจะทบทวนโครงสร้างเงินเดือน ก็ขอให้ดำเนินการทั้งระบบ เพื่อให้ข้าราชการทุกประเภทได้รับสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรมและเท่าเทียมกัน พร้อมเร่งสร้างความชัดเจนต่อบัญชีเงินเดือนที่ค้างอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของผู้ใกล้เกษียณอายุราชการ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: เนชั่นออนไลน์, รายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand, ข้อมูลจากสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย
