เรื่องฮอต ประเด็นฮิต » สะเทือนคดีฮั้ว สว.!!! “พยานกลับคำ” ไม่ได้ล้างคำเดิม ต้องชั่งทั้งสำนวน

สะเทือนคดีฮั้ว สว.!!! “พยานกลับคำ” ไม่ได้ล้างคำเดิม ต้องชั่งทั้งสำนวน

13 September 2026
32   0

13 กันยายน 2569

ประเด็น “พยานกลับคำ” ในคดีที่สังคมเรียกว่า คดีฮั้วเลือก สว. กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังมีรายงานเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ถึงเอกสารของพยานสำคัญที่ขอกลับคำให้การ โดยอ้างว่าคำให้การเดิมเกิดจากการถูกข่มขู่และล่อลวง ขณะที่อีกด้านเกิดข้อถกเถียงถึงพฤติการณ์และความน่าเชื่อถือของคำให้การทั้งสองครั้ง

ล่าสุด วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความวันที่ 13 กันยายน 2569 วิเคราะห์ปัญหาดังกล่าวในมุมกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพยานหลักฐาน โดยชี้สาระสำคัญว่า การกลับคำของพยานไม่ได้หมายความว่าคำให้การเดิมถูกลบหรือหมดน้ำหนักโดยอัตโนมัติ แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาต้องตรวจสอบเหตุผล บริบท และพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน

หลักดังกล่าวมีแนวคำพิพากษาศาลฎีการองรับในแง่การประเมินความน่าเชื่อถือของคำให้การ โดยฎีกาที่ 2627/2543 เคยให้น้ำหนักกับบันทึกคำให้การที่จัดทำหลังเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์และหลักฐานอื่นแล้วเห็นว่าน่าเชื่อถือ

ดังนั้น หากพยานให้ข้อมูลสองครั้งแต่มีเนื้อหาขัดแย้งกัน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “คำไหนใหม่กว่า” แต่ต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงเปลี่ยนคำให้การ คำใดสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และมีหลักฐานภายนอกสนับสนุนคำใดมากกว่า

สำหรับคดีฮั้วเลือก สว. ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะสำนวนอาจไม่ได้ตั้งอยู่บนคำพูดของบุคคลเพียงปากเดียว หากมีหลักฐานประเภทอื่นจริง ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เส้นทางการเงิน หรือพยานแวดล้อม หลักฐานเหล่านั้นย่อมต้องถูกนำมาชั่งน้ำหนักร่วมกัน ไม่สามารถสรุปผลจากการกลับคำของพยานรายหนึ่งเพียงอย่างเดียวได้

ยิ่งไปกว่านั้น พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 บัญญัติว่า หลังประกาศผลแล้ว หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครหรือบุคคลใดทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิ

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า การที่พยานกลับคำไม่ได้ทำให้พยานมีความผิดฐานให้การหรือแจ้งความเท็จโดยอัตโนมัติ เจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์ก่อนว่าถ้อยคำใดเป็นเท็จ ผู้ให้ถ้อยคำรู้ว่าเป็นเท็จ และองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ครอบคลุมกรณีแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาต่อเจ้าพนักงานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย

ก่อนหน้านี้ปมพยานกลับคำไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น โดยวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เคยชี้แจงว่ามีพยานในคดีฮั้วเลือก สว. ทำหนังสือเพิ่มเติมเพื่อกลับคำให้การ โดยอ้างว่าคำให้การก่อนหน้านั้นเกิดจากการข่มขู่ ซึ่ง DSI ระบุว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะที่กระแสล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 มีรายงานถึงเอกสารกลับคำอีกครั้ง และมีการถกเถียงถึงน้ำหนักของพยานดังกล่าว แต่ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือพรรคการเมือง ยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย ไม่ควรถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว

ใจกลางของเรื่องจึงอยู่ที่ “หลักฐานทั้งสำนวน” ไม่ใช่คำให้การเพียงประโยคเดียว ไม่ว่าจะเป็นคำแรกหรือคำกลับคำ เพราะท้ายที่สุดองค์กรที่มีอำนาจและศาลต้องเป็นผู้วินิจฉัยว่า หลักฐานใดน่าเชื่อถือ และเพียงพอต่อผลทางกฎหมายหรือไม่

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง :
บทความ “พยานกลับคำ” ในคดีฮั้ว สว. โดย วัส ติงสมิตร, รายงานข่าว Nation TV, มติชน, ไทยรัฐ และตัวบท พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 รวมถึงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2627/2543

#วิหคนิวส์ #พยานกลับคำ #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #กกต #DSI #เลือกสว #พยานหลักฐาน #กฎหมาย #วัสติงสมิตร