วันที่ 4 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปิดสัปดาห์ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจกระทบการขนส่งพลังงานผ่านตะวันออกกลาง
ข้อมูลจาก Reuters ระบุว่า น้ำมันดิบ Brent ปิดที่ 92.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.6% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่ WTI ปิดที่ 91.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบ 10% โดยตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานและการเดินเรือในพื้นที่ความขัดแย้ง
จุดที่ตลาดจับตาอย่างหนักคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก โดยข้อมูลจาก Kpler ที่ Reuters รายงานพบว่า วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน มีเรือสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านช่องแคบเพียง 4 ลำ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันที่ประมาณ 15 ลำอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ก่อนเกิดสงครามมีเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 125 ลำต่อวัน ทำให้การลดลงของจำนวนเรือกลายเป็นสัญญาณสำคัญที่ตลาดใช้ประเมินความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเดินเรือดังกล่าว ไม่ได้สะท้อนเรือทุกลำที่ผ่านเส้นทาง เพราะเรือบางส่วนปิดระบบติดตาม AIS ระหว่างเดินทาง ดังนั้นจึงยังต้องระมัดระวังในการตีความว่าปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านฮอร์มุซลดลงมากเท่ากับจำนวนเรือที่ตรวจพบหรือไม่
🇹🇭 ผลกระทบที่ต้องจับตาสำหรับไทย
หากความขัดแย้งยืดเยื้อและต้นทุนพลังงานโลกอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงสามารถส่งผ่านมายังไทยเป็นทอดๆ ตั้งแต่
น้ำมัน → ก๊าซ → ค่าไฟฟ้า → ค่าขนส่ง → ต้นทุนการผลิต → ราคาสินค้า → เงินเฟ้อ
แต่ยังไม่ควรสรุปว่าราคาสินค้าหรือค่าไฟไทยจะปรับขึ้นทันที เพราะผลกระทบจริงยังขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาของสงคราม ปริมาณน้ำมันที่ยังสามารถขนส่งได้ เส้นทางทดแทน และนโยบายพลังงานของแต่ละประเทศ
สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า Brent จะทะลุ 100 ดอลลาร์หรือไม่ แต่คือคำถามสำคัญว่า ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อนานแค่ไหน
สำนักข่าววิหคนิวส์
#น้ำมันโลก #Brent #WTI #สหรัฐอเมริกา #อิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ #ราคาน้ำมัน #พลังงาน #ค่าไฟ #เงินเฟ้อ #เศรษฐกิจไทย #วิหคนิวส์
