สัญญาณอันตราย !! “ดร.อนุสรณ์” เตือนไทยเสี่ยง Govt Shutdown รายจ่ายประจำจ่อแซงรายได้ ล่มเหมือนสหรัฐ
5 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ออกโรงเตือนถึงความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของประเทศไทย โดยระบุว่า ไทยกำลังเข้าใกล้จุดอันตรายที่ รายจ่ายประจำอาจสูงกว่ารายได้ของรัฐภายในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานรัฐชั่วคราว คล้ายกรณีของสหรัฐอเมริกา
รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า ปัญหาใหญ่เกิดจากกรอบกฎหมายวินัยการคลังที่กำหนดให้รัฐบาลต้องกันงบลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรวม ขณะเดียวกันรัฐบาลไม่สามารถกู้เงินมาใช้กับรายจ่ายประจำได้ ทำให้หากรายได้ภาษีไม่พอรองรับค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะเกิดภาวะ “ติดล็อกทางการคลัง” ทันที
สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏชัดจาก งบประมาณปี 2570 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท โดยรายจ่ายประจำพุ่งขึ้นแตะ 2.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 131,000 ล้านบาท หรือราว 5% จากปีก่อน ขณะที่งบลงทุนกลับลดลง 72,000 ล้านบาท หรือ 8.4% สะท้อนว่ารัฐกำลังใช้งบเพื่อประคองระบบ มากกว่าลงทุนสร้างอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น หากรวมภาระหนี้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และภาระหนี้กึ่งการคลังจากธนาคารรัฐตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พบว่าสัดส่วน หนี้สาธารณะต่อ GDP อาจทะลุ 70% ไปแล้ว และอาจไต่ขึ้นถึง 74.99% ในปี 2570 รวมถึงแตะ 76.69% ภายในปี 2572
หากย้อนดูอดีต ประเทศไทยเคยรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มงวดหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 จนสามารถฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มสะท้อนภาพตรงกันข้าม เมื่อภาระหนี้เพิ่มเร็ว ขณะที่ศักยภาพเศรษฐกิจกลับโตต่ำ
อนุสรณ์ยังชี้อีกว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย ผลิตภาพแรงงานต่ำ ความสามารถแข่งขันลดลง และฐานภาษีแคบ กำลังกดดันรัฐอย่างหนัก โดยรายได้ภาษีของไทยยังพึ่งพาภาษีทางอ้อม เช่น VAT และสรรพสามิต สูงถึง 55% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ทำให้ประชาชนฐานล่างแบกรับภาระมากกว่าที่ควร
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ งบวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจกลับมีเพียง 671 ล้านบาท ขณะที่งบกระทรวง อว. ลดลงกว่า 4.5% ส่งผลให้ประเทศไทยเสี่ยงเสียโอกาสในการลงทุนด้าน AI, พลังงานใหม่, ดิจิทัล และอุตสาหกรรมอนาคต
รศ.ดร.อนุสรณ์ สรุปว่า หากรัฐบาลไม่เร่ง ปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ขยายฐานภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ประเทศไทยอาจเผชิญวิกฤตทางการคลังครั้งใหญ่ ที่ไม่เพียงกระทบงบประมาณรัฐ แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาดทุน นักลงทุน และอันดับเครดิตประเทศในระยะยาว
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: คำแถลง รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ข้อมูลสำนักงานงบประมาณรัฐสภา, IMF Debt Dynamics Framework
