19 กันยายน 2569 จ.นครราชสีมา
ปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่เหมืองแร่โปแตช อ.ด่านขุนทด กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ข้อมูลและเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่ต่อเนื่องระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ถึงสภาพ “ดินเค็ม น้ำเค็ม” ที่กำลังกระทบพื้นที่เกษตรและวิถีชีวิต
“กมล ปราณีตพลกลัง” ชาวบ้าน อ.ด่านขุนทด เปิดเผย ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชน
บ่อสาธารณะที่ในอดีตเคยเป็นแหล่งน้ำสำหรับระบบประปาหมู่บ้าน วันนี้น้ำมีสภาพเค็มจนไม่สามารถนำกลับมาใช้อุปโภคบริโภคได้เหมือนเดิม
หนักไปกว่านั้น พื้นที่นาที่เคยปลูกข้าวเลี้ยงครอบครัวและมีผลผลิตเหลือขาย กลับปรากฏ “เกล็ดเกลือ” ขึ้นตามผิวดิน จนไม่สามารถกลับมาทำนาได้ตามปกติ
จากคนที่เคยปลูกข้าวกินเอง วันนี้ต้องซื้อข้าวกิน
จากแหล่งน้ำที่เคยพึ่งพา วันนี้กลับใช้ไม่ได้เหมือนเดิม
ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น
โครงการเหมืองแร่โปแตชด่านขุนทดได้รับประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินตั้งแต่ปี 2558 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 9,005 ไร่ และมีอายุประทานบัตรถึงปี 2583
ชาวบ้านใน ต.หนองไทร เริ่มร้องเรียนปัญหาความเค็มอย่างต่อเนื่อง โดยพบคราบและเกล็ดเกลือตามพื้นที่ รวมถึงความเสียหายต่อพื้นที่เกษตร ก่อนที่ปัญหาจะถูกระบุว่าขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง
ผลตรวจของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 ในปี 2566 และ 2568 ซึ่ง ระบุว่า ตัวอย่างน้ำบางจุดมีค่าของแข็งละลายทั้งหมด หรือ TDS สูงถึง 82,350 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่เกณฑ์ที่รายงานนำมาเปรียบเทียบอยู่ที่ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร
ยังมีข้อมูลการตรวจตัวอย่างโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ซึ่งพบตัวอย่างน้ำบางจุดมีความเค็มสูงถึงประมาณ 115 กรัมต่อลิตร หรือสูงกว่าความเค็มเฉลี่ยของน้ำทะเลหลายเท่า และตรวจพบโพแทสเซียมคลอไรด์ในตัวอย่างน้ำด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ตัวแทน “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” ได้ยื่นฟ้องหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐรวม 10 แห่งต่อศาลปกครองนครราชสีมา จากกรณีความเดือดร้อนและข้อพิพาทเกี่ยวกับผลกระทบจากโครงการเหมืองโปแตช
อย่างไรก็ตาม สาเหตุของความเค็มยังมีข้อโต้แย้ง
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือ กพร. เคยชี้แจงว่า พื้นที่ ต.หนองไทร มีปัญหาดินเค็มปรากฏในข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินมาตั้งแต่ปี 2547 ก่อนการดำเนินโครงการเหมือง
ขณะที่ข้อมูลผลตรวจและการวิเคราะห์ของนักวิชาการบางส่วนชี้ว่า ระดับความเค็มและองค์ประกอบที่ตรวจพบหลังมีโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากข้อมูลพื้นฐานเดิม และเห็นว่าควรตรวจสอบความเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองอย่างจริงจัง
ดังนั้น แม้สภาพ “น้ำเค็ม–ดินเค็ม–เกล็ดเกลือ” และความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรจะมีผลตรวจและหลักฐานในพื้นที่รองรับ แต่การฟันธงทางวิทยาศาสตร์และทางกฎหมายว่า ความเสียหายทั้งหมดมีต้นเหตุโดยตรงจากกิจกรรมเหมืองโปแตช ยังเป็นประเด็นพิพาทที่หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ บริษัท และชาวบ้านมีข้อมูลและคำอธิบายแตกต่างกัน
กมลเปรียบสถานการณ์ด่านขุนทดว่าเป็นเสมือน “หนังตัวอย่าง” ที่ประชาชนในพื้นที่อื่นของภาคอีสานซึ่งกำลังมีโครงการเหมืองโปแตชควรศึกษา
เพราะสิ่งที่ชาวบ้านกำลังเผชิญ ไม่ใช่เพียงตัวเลขมูลค่าแร่ใต้ดิน
แต่คือ “ดิน น้ำ นาข้าว และวิถีชีวิต” ที่อยู่บนผืนดินเดียวกัน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง
The Active / Thai PBS
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
#วิหคนิวส์ #VihokNews #ด่านขุนทด #นครราชสีมา #เหมืองโปแตช #โปแตช #น้ำเค็ม #ดินเค็ม #เกล็ดเกลือ #เกษตรกร #สิ่งแวดล้อม #อีสาน
