28 สิงหาคม 2569 เวลา 14.06 น. พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ข้อความชี้แจงเกี่ยวกับคดีความที่ตนกำลังต่อสู้ พร้อมย้ำว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ใช่คำตัดสินถึงที่สุด หากฝ่ายใดไม่เห็นด้วย ย่อมสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาตามกระบวนการกฎหมาย
กรณี “คดีบะหมี่” หมอเหรียญทองระบุว่า มีอยู่ 2 คดี โดยคดีแรกศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะ แต่เจ้าของบะหมี่ได้ขออุทธรณ์ ขณะที่ตนตั้งข้อสังเกตว่าแทบไม่มีสำนักข่าวนำเสนอข่าวดังกล่าว
ส่วน คดีบะหมี่คดีที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้ หมอเหรียญทองจึงใช้สิทธิอุทธรณ์เช่นเดียวกัน พร้อมระบุว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีหลายประเด็นที่ตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง และมั่นใจว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาอาจมีคำพิพากษากลับได้
หมอเหรียญทองยังเปิดเผยว่า ตนถูกอดีต สส.เป็นโจทก์ฟ้อง รวม 4 คดี โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้แพ้ 3 คดี พร้อมลงโทษจำคุกรวม 10 ปี ปรับรวม 600,000 บาท และให้จ่ายค่าเสียหายอีก 300,000 บาท
อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาตามกระบวนการ
ผลปรากฏว่า 2 คดีมีการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกฟ้อง ทำให้ไม่ต้องรับโทษจำคุก ได้รับเงินค่าปรับคืน 500,000 บาท และไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์
ส่วนอีก 1 คดี ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และหากผลออกมาเป็นฝ่ายแพ้ ก็พร้อมใช้สิทธิฎีกาต่อไป
หมอเหรียญทองย้ำว่า กระบวนการต่อสู้คดีในศาลย่อมมีทั้งแพ้และชนะในแต่ละชั้น หากคู่ความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ก็สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้
พร้อมเปรียบเทียบการต่อสู้คดีว่า “เหมือนกีฬา” แพ้ในยกแรกไม่ได้หมายความว่าจะแพ้ในยกที่สอง และต้องต่อสู้กันจนถึงยกสุดท้าย จึงจะทราบผลที่ถึงที่สุดของคดี
ท้ายข้อความ พลตรี เหรียญทองระบุว่า ไม่ว่าผลคดีจะออกมาแพ้หรือชนะ ตนก็ยังเป็น “ตาแป๊ะหลักสี่” คนธรรมดา ๆ ที่ยังคงปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลเช่นเดิม
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง หมอเหรียญทอง แน่นหนา
#หมอเหรียญทอง #เหรียญทองแน่นหนา #คดีบะหมี่ #คดีความ #ศาลชั้นต้น #ศาลอุทธรณ์ #ศาลฎีกา #อุทธรณ์ #ฎีกา #คำพิพากษา #โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #วิหคนิวส์


