วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 19.57 น. ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตประธานรัฐสภา ส่งเสียงเตือนรัฐบาลให้เร่งปราบปรามบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการจัดการเครือข่ายนำเข้า ผู้กระจายสินค้า และผู้ที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่เหตุใดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังคงวางขายอย่างเปิดเผย ทั้งในตลาดทั่วไปและช่องทางออนไลน์
การแสดงจุดยืนดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงาน “ก้าวต่อไปเพื่อเด็กไทยปลอดบุหรี่ ปลอดนิโคติน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค ถนนราชปรารภ โดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนตลอด 40 ปี
ภายในงาน ดร.อาทิตย์ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลและหน่วยงานที่สร้างคุณูปการต่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย (Advocacy) ด้านวิชาการ (Scientific) และด้านสังคม (Harmonization) เพื่อยกย่องผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานตลอดสี่ทศวรรษ
ย้อนบทเรียน 40 ปี ไทยเคยเป็นผู้นำการควบคุมยาสูบ
ดร.อาทิตย์กล่าวว่า ประเทศไทยเคยเป็นประเทศต้นแบบและมีความก้าวหน้าในการต่อสู้กับปัญหาบุหรี่ โดยกล้าผลักดันกฎหมายควบคุมยาสูบอย่างจริงจัง
ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้ปรับขึ้นภาษีบุหรี่ และในปี 2536 คณะรัฐมนตรีมีมติขึ้นภาษีบุหรี่ซิกาแรต พร้อมกำหนดให้มีการปรับภาษีเป็นระยะตามการเปลี่ยนแปลงของค่าครองชีพ
เขาย้อนว่า เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน การสูบบุหรี่ยังถูกมองว่าเป็นแฟชั่น เป็นความโก้เก๋ และเป็นเรื่องปกติในสังคม แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า เมื่อรัฐบาลกล้ากำหนดนโยบายและยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทิศทางของสังคมได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้คล้ายของเล่น กล่องขนม ตัวการ์ตูน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สีสันสดใส รวมถึงการใช้กลิ่นและรสชาติหอมหวานเพื่อดึงดูดเด็กและเยาวชน
ดร.อาทิตย์มองว่า กลยุทธ์เหล่านี้ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังรับสารเสพติดเข้าสู่ร่างกาย และยังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตรายหรือเป็นเพียงไอน้ำธรรมดา ทั้งที่นิโคตินมีผลกระทบต่อสมองและพัฒนาการของเด็กและเยาวชน
เสนอพลังสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไทย
ดร.อาทิตย์เสนอว่า การแก้ปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าไม่สามารถอาศัยเพียงการรณรงค์หรือขอความร่วมมือแบบเดิม แต่ต้องประสานพลังจากหลายภาคส่วน ผ่านแนวคิด “พลังสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ประกอบด้วย 3 พลังสำคัญ ได้แก่
- พลังความรู้และวิชาการ
นักวิชาการต้องก้าวให้ทันกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ โดยนำข้อมูลทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ออกจากห้องประชุมและรายงานวิชาการ ถ่ายทอดให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ทันสมัย และเข้าถึงเด็ก เยาวชน และผู้ปกครองผ่านช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายใช้งานจริง
นอกจากนี้ นักวิชาการต้องทำหน้าที่เปิดเผยกลยุทธ์การตลาดใต้ดินและข้อมูลบิดเบือนในโลกออนไลน์ เพราะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ความจริงไม่เพียงต้องถูกต้อง แต่ต้องสื่อสารให้รวดเร็วกว่าข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
- พลังสังคมและสถาบันการศึกษา
โรงเรียน มหาวิทยาลัย ครอบครัว และชุมชน ต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยและภูมิคุ้มกันให้คนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดบุหรี่และนิโคติน ไม่ปล่อยให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเป้าหมายของการตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่
- พลังรักและนโยบาย
ดร.อาทิตย์เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือเจตนารมณ์ทางการเมืองที่เด็ดขาดและมีความรับผิดชอบ โดยรัฐบาลต้องแสดงความจริงจังในการปกป้องสุขภาพและอนาคตของเด็กไทย ไม่ใช่เพียงประกาศนโยบาย แต่ต้องทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
มีกฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้า แต่ทำไมยังวางขายเกลื่อนตลาด?
ประเด็นที่ ดร.อาทิตย์ฝากถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมาคือ ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่เหตุใดสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้จึงยังวางขายได้อย่างเปิดเผย และประชาชนยังสามารถหาซื้อได้ง่ายทั้งในตลาดทั่วไปและทางออนไลน์
เขาตั้งคำถามว่า เมื่อมีกฎหมายบังคับใช้อยู่แล้ว แต่สินค้าผิดกฎหมายยังคงแพร่หลาย สิ่งที่สังคมต้องตั้งคำถามไม่ใช่เพียงว่ากฎหมายมีเพียงพอหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่าเหตุใดผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจึงยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างจริงจัง
ดร.อาทิตย์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปราบปรามให้ถึงต้นตอ ตั้งแต่เครือข่ายนำเข้า ผู้กระจายสินค้า ไปจนถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจเหล่านี้ โดยย้ำว่าต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีใครควรแสวงหาประโยชน์บนสุขภาพและอนาคตของเด็กไทย
พร้อมระบุว่า การปกป้องเด็กไม่ใช่เพียงเรื่องของคำพูด แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำให้เกิดผลจริง หากรัฐบาลมีกฎหมายอยู่ในมือ แต่ไม่สามารถปกป้องเด็กจากผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายที่วางขายทั่วไปได้ รัฐบาลก็ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าจะปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปอีกนานเพียงใด
เป้าหมายต้องไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่ต้องเป็นพันธสัญญาของประเทศ
ดร.อาทิตย์ย้ำว่า เป้าหมาย “เด็กไทยปลอดบุหรี่ ปลอดนิโคติน” ต้องไม่เป็นเพียงคำขวัญหรือข้อความรณรงค์ แต่ต้องเป็นพันธสัญญาที่ทุกฝ่ายร่วมกันทำให้เกิดขึ้นจริง ทั้งรัฐบาล กระทรวงต่าง ๆ โรงเรียน ชุมชน และทุกภาคส่วนของสังคม
สาระสำคัญของการแสดงจุดยืนครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการเรียกร้องให้รัฐแสดงความรับผิดชอบต่อการบังคับใช้กฎหมาย และให้ความสำคัญกับสุขภาพ ชีวิต และอนาคตของเยาวชนเหนือผลประโยชน์ทางธุรกิจ
สำนักข่าววิหคนิวส์
หมายเหตุ: ข้อความเกี่ยวกับอันตรายของนิโคติน กลยุทธ์ของอุตสาหกรรมยาสูบ และผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นข้อมูลและความเห็นที่ผู้กล่าวนำเสนอในงาน โดยรายละเอียดทางการแพทย์ควรพิจารณาประกอบหลักฐานวิชาการและข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุข
แหล่งอ้างอิง: Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ รายงานวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 19.57 น.
#อาทิตย์อุไรรัตน์ #บุหรี่ไฟฟ้า #เด็กไทยปลอดนิโคติน #ปราบบุหรี่ไฟฟ้า #มหาวิทยาลัยรังสิต #มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ #สาธารณสุข #วิหคนิวส์
