กระแสการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินกำลังได้รับความสนใจทั่วโลก หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 โดยอ้างว่ามีประเทศต่าง ๆ มากถึง 53 ประเทศ แนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไว้ภายในบ้าน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวระบุว่า หลายประเทศกำหนดแนวทางให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน ขณะที่บางประเทศแนะนำให้เตรียมเสบียงไว้ยาวนานกว่านั้น ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ ไปจนถึง 10–14 วัน
ตัวอย่างประเทศที่มีการระบุคำแนะนำ ได้แก่
- ออสเตรีย แนะนำสำรองอาหารและน้ำสำหรับ 10–14 วัน
- สโลวาเกีย แนะนำเตรียมพร้อม 14 วันในกรณีไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน
- เยอรมนี แนะนำให้สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยเสบียงสำรองประมาณ 10 วัน
- สวีเดน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และเอสโตเนีย แนะนำให้เตรียมพร้อมประมาณ 1 สัปดาห์
- สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก โปแลนด์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ เบลเยียม และสเปน มีคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับช่วง 72 ชั่วโมงแรก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 53 ประเทศที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ยังไม่ใช่ตัวเลขที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานระหว่างประเทศ และคำแนะนำของแต่ละประเทศมีขอบเขตแตกต่างกัน ทั้งการสำรองเสบียงไว้ที่บ้าน การจัดกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับอพยพ และการเตรียมรับมือภัยเฉพาะประเภท จึงไม่ควรตีความว่าทุกประเทศเพิ่งประกาศมาตรการใหม่พร้อมกัน
ยุโรปยกระดับความพร้อมรับมือวิกฤต
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญคือยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ของสหภาพยุโรป ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 โดยกำหนดแนวทางส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือบริการพื้นฐานหยุดชะงัก
ด้านเยอรมนี หน่วยงานคุ้มครองพลเรือนและช่วยเหลือภัยพิบัติ หรือ BBK แนะนำให้ครัวเรือนเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้เพียงพอสำหรับ 10 วัน โดยระบุว่าแม้มีเสบียงเพียง 3 วัน ก็ยังช่วยเพิ่มความพร้อมได้อย่างมาก
ขณะที่รัฐบาลออสเตรียแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหารและน้ำสำหรับสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 10–14 วัน ส่วนฟินแลนด์ให้คำแนะนำประชาชนเตรียมพร้อมอย่างน้อย 72 ชั่วโมง และสามารถเพิ่มระยะเวลาได้หากมีความพร้อม
เหตุฉุกเฉินไม่ได้หมายถึงสงครามเท่านั้น
เหตุผลของการเตรียมพร้อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่ครอบคลุมความเสี่ยงหลายด้าน เช่น
- ภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว และสภาพอากาศรุนแรง
- ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจกระทบระบบสื่อสาร น้ำประปา และการขนส่ง
- การโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบสาธารณูปโภค โรงพยาบาล ระบบค้าปลีก และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งสินค้า
- วิกฤตด้านพลังงานและการขาดแคลนสินค้าจำเป็น
ในช่วงแรกของเหตุฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่อาจต้องใช้เวลาในการเข้าถึงพื้นที่และฟื้นฟูระบบบริการพื้นฐาน การมีอาหาร น้ำดื่ม ยาประจำตัว และอุปกรณ์จำเป็นสำรองไว้ จึงช่วยให้ครัวเรือนสามารถดูแลตนเองได้ในระหว่างรอความช่วยเหลือ
ความมั่นคงของประเทศเริ่มต้นจากความพร้อมของครัวเรือน
สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน กระแสการเตรียมพร้อมดังกล่าวทำให้ประเด็น National Security และ Infrastructure Resilience หรือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของโครงสร้างพื้นฐาน มีความสำคัญมากขึ้น
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ระบบสำรองไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน Cybersecurity การบริหารจัดการน้ำ อาหาร และโลจิสติกส์ จึงเป็นกลุ่มที่ควรติดตามความเคลื่อนไหวของนโยบายภาครัฐและความต้องการของตลาด
ทั้งนี้ การเตรียมเสบียงสำรองเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่หลักฐานว่ากำลังจะเกิดสงครามหรือวิกฤตครั้งใหญ่ในเร็ว ๆ นี้ ประชาชนควรเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ทยอยจัดซื้อเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการกักตุนจนเกิดความขาดแคลน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: European Commission, German Federal Office of Civil Protection and Disaster Assistance (BBK), รัฐบาลออสเตรีย, Suomi.fi (ฟินแลนด์), Nation Thailand และข้อมูลที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม X
#วิหคนิวส์ #ข่าวต่างประเทศ #เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ #ความมั่นคงโลก #สำรองอาหาร #พลังงาน #CyberSecurity #InfrastructureResilience
