กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแรงงานข้ามชาติและการใช้สิทธิรักษาพยาบาลในประเทศไทยกลับมาเป็นประเด็นร้อน หลังเพจเฟซบุ๊ก “เรียนหมอ by หมอแกว หมอแนต” ของ พญ.อรวรรณ วงศ์สมบัติ และ นพ.ธนากร วงศ์สมบัติ เผยแพร่ข้อความสะท้อนประสบการณ์จากการทำงานหน้างาน โดยระบุว่า ในห้องคลอดแห่งหนึ่งมีสัดส่วนผู้คลอดเป็นชาวต่างด้าวสูงถึง 90% ขณะที่คนไทยมีเพียง 10%
ข้อความดังกล่าวตั้งคำถามถึงแนวโน้มประชากรไทยที่กำลังลดลง สวนทางกับการเข้ามาของประชากรข้ามชาติ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐควบคุมการเข้าเมืองและตรวจสอบการใช้สิทธิด้านสาธารณสุขอย่างรัดกุม
ในโพสต์ยังระบุถึงคำพูดที่อ้างว่าได้ยินจากแรงงานต่างด้าวว่า “ขอแค่หนีเข้ามาได้ ทุกอย่างก็ง่ายแล้ว” พร้อมแสดงความกังวลว่าบางส่วนอาจใช้ช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายเพื่อเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่าหากไม่มีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ อาจสร้างภาระต่อโรงพยาบาลและงบประมาณในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขห้องคลอดต่างด้าว 90% เป็นข้อมูลที่ปรากฏในโพสต์ดังกล่าว ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเป็นสัดส่วนของโรงพยาบาลใด และไม่ใช่สถิติภาพรวมของประเทศไทย จึงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลจากสถานพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนสรุปเป็นข้อเท็จจริงระดับประเทศ
วิกฤตคนไทยเกิดน้อย ตัวเลขจริงน่ากังวล
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในรายงานสถิติประเทศไทยปี 2569 ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ 416,574 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน หมายความว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ถึง 143,110 คน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาโครงสร้างประชากรอย่างชัดเจน ทั้งจำนวนประชากรวัยแรงงานที่มีแนวโน้มลดลง และสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว
หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ประเทศจะต้องเผชิญโจทย์สำคัญทั้งด้านกำลังแรงงาน การจัดเก็บภาษี รายได้ของระบบประกันสังคม และงบประมาณดูแลผู้สูงอายุในอนาคต
สิทธิรักษาพยาบาลต่างด้าว ใครมีสิทธิ และใครต้องจ่ายเอง
ประเด็นการใช้สิทธิรักษาพยาบาลของคนต่างด้าวเป็นอีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกับข้อเท็จจริง
กระทรวงสาธารณสุขเคยชี้แจงว่า คนต่างด้าวที่เข้าถึงระบบรักษาพยาบาลมีหลายกลุ่ม ได้แก่ บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิซึ่งเข้าเกณฑ์กองทุน ท.99 แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบประกันสังคม และผู้ที่ซื้อประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข
สำหรับผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์กองทุนหรือไม่มีประกันสุขภาพ โดยหลักต้องชำระค่ารักษาพยาบาลเอง ส่วนกรณีที่ไม่สามารถชำระได้ โรงพยาบาลอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม
ดังนั้น การกล่าวว่าคนต่างด้าวทุกคนเข้ามาคลอดลูกและใช้บริการสาธารณสุขฟรีโดยอัตโนมัติจึงไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะสิทธิของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน และแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมก็มีการส่งเงินสมทบตามกฎหมาย
ขณะเดียวกัน Thai PBS Verify เคยตรวจสอบกระแสกล่าวอ้างว่าเด็กต่างด้าวเกิดในประเทศไทยมากกว่าเด็กไทย โดยพบว่าข้อมูลการเกิดของเด็กข้ามชาติที่มีการเผยแพร่ยังมีข้อจำกัด และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในปี 2562 ระบุว่าเด็กไม่มีสัญชาติไทยที่จดทะเบียนเกิดมี 21,269 คน เทียบกับเด็กสัญชาติไทย 596,924 คน นอกจากนี้ เด็กที่เกิดในประเทศไทยไม่ได้รับสัญชาติไทยหรือสิทธิบัตรทองโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเกิดบนผืนแผ่นดินไทย
รัฐต้องตรวจสอบให้ชัด ก่อนงบประมาณรั่วไหล
ข้อกังวลจากบุคลากรทางการแพทย์ครั้งนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ระบบตรวจสอบตัวบุคคลและสิทธิรักษาพยาบาลมีช่องโหว่หรือไม่ มีการใช้เอกสารหรือข้อมูลเท็จเพื่อเข้าถึงสิทธิของรัฐหรือไม่ และโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนได้รับงบประมาณชดเชยเพียงพอกับภาระบริการหรือไม่
สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือเปิดเผยข้อมูลการคลอดแยกตามสัญชาติและประเภทสิทธิในแต่ละโรงพยาบาล ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนและการใช้สิทธิอย่างโปร่งใส ป้องกันการสวมสิทธิหรือการใช้เอกสารผิดกฎหมาย พร้อมจัดระบบงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนผู้รับบริการจริง
ขณะเดียวกัน ต้องไม่ละเลยสิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานและหลักมนุษยธรรม เพราะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและการคลอดบุตรเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิต
วิกฤตประชากรไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่อจำนวนคนเกิดใหม่ต่ำกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านกำลังแรงงานและภาระงบประมาณในอนาคต
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเข้ามาใช้บริการ แต่คือรัฐจะจัดการระบบทะเบียน ระบบสิทธิ และงบประมาณอย่างไรให้ถูกต้อง เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้ประชาชนไทยต้องแบกรับภาระที่ไม่ควรเกิดขึ้น
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: TNN ช่อง 16 / TrueID, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, Thai PBS Verify
#วิหคนิวส์ #วิกฤตประชากร #คนไทยเกิดน้อย #แรงงานต่างด้าว #ห้องคลอด #สิทธิรักษาพยาบาล #งบประมาณสาธารณสุข #สังคมสูงวัย
