วันที่ 25 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เผยแพร่บทความเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ลงวันที่ 21 กันยายน 2569 คดีหมายเลขดำ ลต สว 3/2569 คดีหมายเลขแดง ลต สว 72/2569 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567
นายวัสระบุว่า คดีดังกล่าวมีประเด็นสำคัญจากกรณีบุคคลซึ่งไม่ได้สมัครรับเลือกเป็น สว. ถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี โดยศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ของบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก และน้ำหนักของพยานหลักฐานที่นำเข้าสู่การไต่สวน
การเลือก สว. ปี 2567 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 โดยกำหนดการเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิถุนายน ระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน และระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567
คดีเริ่มจากนายสมเกียรตินัยวิกุล แต้ฐิติพงศ์ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศ ยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า การเลือกระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีพิรุธ และมีคะแนนซ้ำกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการติดต่อให้เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลสก่อนวันเลือก
ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 19.00 น. นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. พบกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี
ตามข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟัง นายสัจจพงษ์เสนอเงินให้ผู้มีสิทธิเลือก สว. คนละ 200,000 บาท และเสนอเงิน 10 ล้านบาทให้นายสมเกียรตินัยวิกุล เพื่อให้รวบรวมผู้มีสิทธิเลือก สว. มาลงคะแนนให้แก่บุคคลตามที่กำหนด
วันที่ 25 มิถุนายน 2567 ก่อนการเลือกระดับประเทศ นายสมเกียรตินัยวิกุลและบุคคลอื่นเข้าพักและประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลสตามการชักชวนของนายสัจจพงษ์ โดยมีการแจ้งให้หาผู้มีสิทธิเลือก สว. เพื่อเลือกบุคคลตามที่กำหนด พร้อมกับสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ตอบแทน
⚖️ ศาลตีความคำว่า “ผู้ใด” ครอบคลุมคนที่ไม่ได้สมัคร
ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่นายสัจจพงษ์ต่อสู้ว่า ตนไม่ได้สมัครรับเลือกเป็น สว. และไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงจากการเลือก จึงไม่ควรถูกยื่นคำร้องขอเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
นายวัสระบุว่า ศาลฎีกาพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้ถ้อยคำว่า “ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
ตามรายละเอียดคำพิพากษาที่มีการเผยแพร่ ศาลเห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวครอบคลุมบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. ด้วย หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นกระทำการทุจริตในการเลือก สว.
🚨 “สัจจพงษ์” ถูกตัดสิทธิ 10 ปี
สำหรับนายสัจจพงษ์ ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของ กกต. มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เบิกความสอดคล้องกันเกี่ยวกับการนัดพบ การจัดหาผู้มีสิทธิเลือก สว. และการเสนอทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อจูงใจให้ลงคะแนน
ศาลจึงฟังว่านายสัจจพงษ์กระทำการทุจริตในการเลือก สว. และมีคำพิพากษาให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
🟢 “ธนาวุฒิ” ยกคำร้อง เหตุหลักฐานยังไม่พอ
ส่วน นายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการจ่ายเงิน ศาลพิจารณาว่าพยานปากสำคัญของ กกต. เบิกความต่อศาลขัดแย้งกับบันทึกถ้อยคำในชั้นสอบสวนอย่างมีสาระสำคัญ
นอกจากนี้ กกต. ไม่ได้นำสืบพิสูจน์ยืนยันตัวตนทางเทคโนโลยีว่า บัญชี LINE ที่เกี่ยวข้องเป็นของนายธนาวุฒิจริง ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อว่านายธนาวุฒิมีส่วนร่วมในการทุจริต และมีคำพิพากษา ยกคำร้อง ในส่วนของนายธนาวุฒิ
นายวัสยังยกคดีฉะเชิงเทราเป็นกรณีเปรียบเทียบ โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ศาลฎีกาเคยเพิกถอนสิทธิของบุคคลที่ไม่ได้สมัคร สว. ซึ่งมีพฤติการณ์จัดหาผู้สมัครนอมินี สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสมัคร และสั่งการลงคะแนนมาแล้ว
ทั้งนี้ รายงานข่าวเกี่ยวกับนายสัจจพงษ์ระบุว่า เคยเป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด และเคยเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. จังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ขณะที่นายธนาวุฒิเป็นอดีตผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ระดับอำเภอ และเป็นผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับจังหวัดมหาสารคาม
บทความของนายวัสระบุว่า คำพิพากษาคดี ลต สว 72/2569 เป็นบรรทัดฐานที่สะท้อนว่า การพิจารณาการทุจริตในการเลือก สว. ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้สมัคร แต่รวมถึงบุคคลอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์และน้ำหนักพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงบุคคลนั้นด้วย
สำนักข่าววิหคนิวส์
#ฮั้วสว #เลือกตั้งสว2567 #ศาลฎีกา #สัจจพงษ์ภูมิภักดิ์ #วัสติงสมิตร #กกต #ลตสว722569
