ข่าวประจำวัน » ข่าวเด่น » 🚨 ฮั้ว สว.เจอด่านหิน! อดีตผู้พิพากษาผ่ากฎหมาย “ยื่นทัน 3 วัน” ไม่เท่ากับ “มีสิทธิยื่น”

🚨 ฮั้ว สว.เจอด่านหิน! อดีตผู้พิพากษาผ่ากฎหมาย “ยื่นทัน 3 วัน” ไม่เท่ากับ “มีสิทธิยื่น”

17 September 2026
32   0

17 กันยายน 2569

คดี “ฮั้วเลือก สว.” เดินมาถึงอีกหนึ่งหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ!

หลังกลุ่ม สว.สำรอง 20 คน ยื่นศาลฎีกา ขอให้เพิกถอนมติ กกต.ในส่วนที่ยกคำร้องข้อกล่าวหาสำคัญ พร้อมขอเปิดทางไต่สวนกระบวนการเลือก สว.ใหม่

แต่เส้นทางนี้อาจไม่ได้วัดกันแค่ว่า “มีหลักฐานฮั้วหรือไม่”

เพราะยังมี “ด่านหิน” ใหญ่กว่านั้นรออยู่

นั่นคือ…

⚖️ ผู้ร้องมีสิทธินำคดีเข้าสู่ศาลฎีกาด้วยช่องทางนี้หรือไม่?

“วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์วิเคราะห์คดีในหัวข้อ

“เจาะลึกคดีฮั้ว สว. 2567-2569 : เมื่อ ‘ความจริง’ กับ ‘ประตูสู่ศาล’ เดินกันคนละเส้นทาง”

ชี้ว่า ก่อนศาลจะเดินไปถึงหลักฐานจำนวนมหาศาล อาจต้องตอบคำถามเรื่อง “อำนาจร้อง” ให้ได้เสียก่อน

🔥 จาก “โพยในห้องน้ำ” สู่สำนวน 70,000 หน้า

วัสประมวลข้อเท็จจริงว่า จุดเริ่มต้นของคดีมาจากการพบเอกสารที่ถูกระบุว่ามีลักษณะเป็น “โพยสั่งการ” ในสถานที่เลือก สว.ระดับประเทศที่เมืองทองธานี เมื่อเดือนมิถุนายน 2567

ประกอบกับรูปแบบคะแนนในหลายกลุ่มที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงการเกาะกลุ่มผิดปกติ

ก่อนขยายเป็นการสอบสวนครั้งใหญ่

มีการสอบพยานกว่า 750 ปาก

เอกสารกว่า 70,000 หน้า

และมีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหารวม 229 ราย

แบ่งเป็น สว.ที่ได้รับเลือก 138 คน และบุคคลอื่นอีก 91 คน

กระทั่งวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีมติให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนรวม 77 ราย ขณะที่ข้อกล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาอีกส่วนหนึ่งถูกยกคำร้อง

เรื่องจึงยังไม่จบ!

⚡ 16 ก.ย. สว.สำรองบุกศาล

กลุ่ม สว.สำรอง 20 คน นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เดินหน้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 16 กันยายน

คำร้องได้รับหมายเลขคดีดำ ลต สว 21/2569

แต่ต้องเน้นว่า…

🚨 การมี “เลขคดี” ยังไม่ได้หมายความว่า ศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว

เลขดังกล่าวยังเป็นขั้นตอนทางธุรการ และต้องรอศาลพิจารณาประเด็นเรื่องอำนาจร้องและเงื่อนไขตามกฎหมายต่อไป

🔥 ด่านแรก “ยื่นทัน” แต่มีสิทธิยื่นหรือไม่?

ผู้ร้องอาศัย มาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 โดยยื่นภายใน 3 วันนับจากมติ กกต.

ดูเผิน ๆ เหมือนทันเวลา

แต่ “วัส” ชี้ว่า โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ตรง “3 วัน”

แต่อยู่ที่ว่า…

มาตรา 44 ยังใช้ได้หรือไม่ หลังการเลือก สว.เสร็จสิ้นและประกาศผลไปแล้ว?

วัสยกคดีเดิมของกลุ่ม สว.สำรอง 12 คน ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ในคดีหมายเลขดำ ลต สว 16/2568 หมายเลขแดง ลต สว 51/2568

มาเป็นฐานในการวิเคราะห์ว่า มาตรา 44 เป็นช่องทางสำหรับการคัดค้านในช่วง “กระบวนการเลือก”

ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ

แต่เมื่อ กกต.ประกาศผล สว.ในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2567

คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า…

⚠️ ประตูมาตรา 44 ปิดไปแล้วหรือไม่?

และนี่คือเหตุผลที่วัสมองว่า

“ยื่นทัน 3 วัน” ไม่ได้แปลว่า “มีสิทธิยื่น” โดยอัตโนมัติ

💥 มาตรา 62 — กุญแจอยู่ในมือใคร?

อีกประเด็นสำคัญอยู่ที่ มาตรา 62

หลังประกาศผลการเลือกแล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการได้มาซึ่ง สว.ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม กลไกตามกฎหมายกำหนดบทบาทสำคัญให้ กกต. เป็นผู้สืบสวน ไต่สวน และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

วัสจึงวิเคราะห์ว่า กฎหมายไม่ได้เปิด “ทางตรง” ให้ผู้สมัครหรือ สว.สำรองนำคดีตามมาตรา 62 ขึ้นสู่ศาลแทน กกต.ได้เอง

แม้ผู้ร้องอาจมีส่วนได้เสียกับผลของคดีก็ตาม

นี่จึงกลายเป็น “กำแพงวิธีพิจารณา” ที่ต้องผ่านให้ได้ก่อนศาลจะเข้าไปดูเนื้อหาหลักฐานมหาศาลในสำนวน

⚖️ อีกปมใหญ่! คดีอาญา กับคดีเลือกตั้งใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่?

วัสยังตั้งข้อสังเกตเรื่อง มาตรฐานการพิสูจน์

คดีอาญาใช้มาตรฐานสูง ต้องพิสูจน์ความผิดของบุคคลถึงระดับ ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร

แต่ถ้อยคำในมาตรา 62 ใช้หลัก

“มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”

ซึ่งวัสเห็นว่า การพิจารณาคดีเลือกตั้งควรมองหลักฐานและพฤติการณ์ในภาพรวม ทั้งรูปแบบคะแนน เอกสาร พฤติการณ์แวดล้อม และความเชื่อมโยงต่าง ๆ

ไม่ใช่นำมาตรฐานคดีอาญามาใช้แทนทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็น ข้อวิเคราะห์ทางกฎหมายของวัส ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล และต้องรอเหตุผลอย่างเป็นทางการจากองค์กรที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง

🚨 ศาลไม่รับคำร้อง ≠ ตัดสินว่าไม่มีฮั้ว

นี่คือประเด็นที่ต้องแยกให้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด

หากท้ายที่สุดศาลไม่รับหรือยกคำร้อง เพราะเห็นว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจใช้มาตรา 44

นั่นไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า

“ศาลวินิจฉัยแล้วว่าไม่มีการฮั้ว”

เพราะศาลอาจยังไม่ได้เข้าไปพิจารณาเนื้อหาข้อกล่าวหาเลย

พูดง่าย ๆ คือ…

“มีความจริงอะไรอยู่ในสำนวน”

กับ

“ใครมีสิทธิเปิดประตูนำความจริงนั้นเข้าสู่ศาล”

เป็นคนละคำถามกัน!

🔥 ยังเหลือช่อง มาตรา 226

อย่างไรก็ตาม เส้นทางตรวจสอบยังไม่ได้หมดลงทั้งหมด

เพราะเมื่อคดีส่วนที่ กกต.มีมติยื่นเข้าสู่ศาลฎีกาอย่างถูกต้องเข้าสู่กระบวนการแล้ว ยังมี รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง

ซึ่งกำหนดให้ศาลฎีกาใช้สำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต.เป็นหลัก

แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลมีอำนาจ ไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้

ดังนั้น พยานหลักฐานที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นว่ายังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วน อาจกลายเป็นอีกสมรภูมิสำคัญในชั้นศาล

⚡ อีกเส้นทาง! 20 สว. ร้องศาลรัฐธรรมนูญ

วัสยังชี้ถึงอีกช่องทางหนึ่งว่า หาก สว.เข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 20 คน และเห็นว่าสมาชิก สว.บางรายมีปัญหาเรื่องการฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง ก็สามารถดำเนินการตามกระบวนการรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

นั่นหมายความว่า…

คดีฮั้ว สว.ยังมีสนามกฎหมายอีกหลายสนามรออยู่

🚨 “ความจริง” อาจยังไม่ถึงศาล หากเปิดประตูผิดบาน

ฉากใหม่ของคดีฮั้ว สว.จึงไม่ได้ต่อสู้กันแค่เรื่อง

“ฮั้วหรือไม่ฮั้ว”

แต่ต้องต่อสู้ตั้งแต่คำถามพื้นฐานว่า

ใครมีอำนาจร้อง?

ต้องใช้มาตราไหน?

ศาลรับพิจารณาได้หรือไม่?

และเมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้ว…

ศาลสามารถเปิดหลักฐานเพิ่มเติมไปได้ไกลเพียงใด?

นี่จึงเป็นภาพสะท้อนสำคัญของคดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้

เพราะต่อให้มีหลักฐานวางอยู่เต็มโต๊ะ…

แต่ถ้าใช้ “กุญแจผิดดอก”

ประตูสู่การวินิจฉัยเนื้อหาคดี ก็อาจยังไม่เปิด!

#คดีฮั้ว #สว #กกต #ศาลฎีกา #วัส_ติงสมิตร #อดีตผู้พิพากษา #มาตรา44 #มาตรา62 #มาตรา226 #กฎหมายมหาชน #กระบวนการทุจริต #คดีเลือกตั้ง #การเมือง #วิหคนิวส์ #ไทยโพสต์