17 กันยายน 2569
คดี “ฮั้วเลือก สว.” เดินมาถึงอีกหนึ่งหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ!
หลังกลุ่ม สว.สำรอง 20 คน ยื่นศาลฎีกา ขอให้เพิกถอนมติ กกต.ในส่วนที่ยกคำร้องข้อกล่าวหาสำคัญ พร้อมขอเปิดทางไต่สวนกระบวนการเลือก สว.ใหม่
แต่เส้นทางนี้อาจไม่ได้วัดกันแค่ว่า “มีหลักฐานฮั้วหรือไม่”
เพราะยังมี “ด่านหิน” ใหญ่กว่านั้นรออยู่
นั่นคือ…
⚖️ ผู้ร้องมีสิทธินำคดีเข้าสู่ศาลฎีกาด้วยช่องทางนี้หรือไม่?
“วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์วิเคราะห์คดีในหัวข้อ
“เจาะลึกคดีฮั้ว สว. 2567-2569 : เมื่อ ‘ความจริง’ กับ ‘ประตูสู่ศาล’ เดินกันคนละเส้นทาง”
ชี้ว่า ก่อนศาลจะเดินไปถึงหลักฐานจำนวนมหาศาล อาจต้องตอบคำถามเรื่อง “อำนาจร้อง” ให้ได้เสียก่อน
🔥 จาก “โพยในห้องน้ำ” สู่สำนวน 70,000 หน้า
วัสประมวลข้อเท็จจริงว่า จุดเริ่มต้นของคดีมาจากการพบเอกสารที่ถูกระบุว่ามีลักษณะเป็น “โพยสั่งการ” ในสถานที่เลือก สว.ระดับประเทศที่เมืองทองธานี เมื่อเดือนมิถุนายน 2567
ประกอบกับรูปแบบคะแนนในหลายกลุ่มที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงการเกาะกลุ่มผิดปกติ
ก่อนขยายเป็นการสอบสวนครั้งใหญ่
มีการสอบพยานกว่า 750 ปาก
เอกสารกว่า 70,000 หน้า
และมีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหารวม 229 ราย
แบ่งเป็น สว.ที่ได้รับเลือก 138 คน และบุคคลอื่นอีก 91 คน
กระทั่งวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีมติให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนรวม 77 ราย ขณะที่ข้อกล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาอีกส่วนหนึ่งถูกยกคำร้อง
เรื่องจึงยังไม่จบ!
⚡ 16 ก.ย. สว.สำรองบุกศาล
กลุ่ม สว.สำรอง 20 คน นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เดินหน้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 16 กันยายน
คำร้องได้รับหมายเลขคดีดำ ลต สว 21/2569
แต่ต้องเน้นว่า…
🚨 การมี “เลขคดี” ยังไม่ได้หมายความว่า ศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว
เลขดังกล่าวยังเป็นขั้นตอนทางธุรการ และต้องรอศาลพิจารณาประเด็นเรื่องอำนาจร้องและเงื่อนไขตามกฎหมายต่อไป
🔥 ด่านแรก “ยื่นทัน” แต่มีสิทธิยื่นหรือไม่?
ผู้ร้องอาศัย มาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 โดยยื่นภายใน 3 วันนับจากมติ กกต.
ดูเผิน ๆ เหมือนทันเวลา
แต่ “วัส” ชี้ว่า โจทย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ตรง “3 วัน”
แต่อยู่ที่ว่า…
มาตรา 44 ยังใช้ได้หรือไม่ หลังการเลือก สว.เสร็จสิ้นและประกาศผลไปแล้ว?
วัสยกคดีเดิมของกลุ่ม สว.สำรอง 12 คน ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ในคดีหมายเลขดำ ลต สว 16/2568 หมายเลขแดง ลต สว 51/2568
มาเป็นฐานในการวิเคราะห์ว่า มาตรา 44 เป็นช่องทางสำหรับการคัดค้านในช่วง “กระบวนการเลือก”
ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
แต่เมื่อ กกต.ประกาศผล สว.ในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2567
คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า…
⚠️ ประตูมาตรา 44 ปิดไปแล้วหรือไม่?
และนี่คือเหตุผลที่วัสมองว่า
“ยื่นทัน 3 วัน” ไม่ได้แปลว่า “มีสิทธิยื่น” โดยอัตโนมัติ
💥 มาตรา 62 — กุญแจอยู่ในมือใคร?
อีกประเด็นสำคัญอยู่ที่ มาตรา 62
หลังประกาศผลการเลือกแล้ว หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการได้มาซึ่ง สว.ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม กลไกตามกฎหมายกำหนดบทบาทสำคัญให้ กกต. เป็นผู้สืบสวน ไต่สวน และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
วัสจึงวิเคราะห์ว่า กฎหมายไม่ได้เปิด “ทางตรง” ให้ผู้สมัครหรือ สว.สำรองนำคดีตามมาตรา 62 ขึ้นสู่ศาลแทน กกต.ได้เอง
แม้ผู้ร้องอาจมีส่วนได้เสียกับผลของคดีก็ตาม
นี่จึงกลายเป็น “กำแพงวิธีพิจารณา” ที่ต้องผ่านให้ได้ก่อนศาลจะเข้าไปดูเนื้อหาหลักฐานมหาศาลในสำนวน
⚖️ อีกปมใหญ่! คดีอาญา กับคดีเลือกตั้งใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่?
วัสยังตั้งข้อสังเกตเรื่อง มาตรฐานการพิสูจน์
คดีอาญาใช้มาตรฐานสูง ต้องพิสูจน์ความผิดของบุคคลถึงระดับ ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร
แต่ถ้อยคำในมาตรา 62 ใช้หลัก
“มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”
ซึ่งวัสเห็นว่า การพิจารณาคดีเลือกตั้งควรมองหลักฐานและพฤติการณ์ในภาพรวม ทั้งรูปแบบคะแนน เอกสาร พฤติการณ์แวดล้อม และความเชื่อมโยงต่าง ๆ
ไม่ใช่นำมาตรฐานคดีอาญามาใช้แทนทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็น ข้อวิเคราะห์ทางกฎหมายของวัส ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล และต้องรอเหตุผลอย่างเป็นทางการจากองค์กรที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
🚨 ศาลไม่รับคำร้อง ≠ ตัดสินว่าไม่มีฮั้ว
นี่คือประเด็นที่ต้องแยกให้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด
หากท้ายที่สุดศาลไม่รับหรือยกคำร้อง เพราะเห็นว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจใช้มาตรา 44
นั่นไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า
“ศาลวินิจฉัยแล้วว่าไม่มีการฮั้ว”
เพราะศาลอาจยังไม่ได้เข้าไปพิจารณาเนื้อหาข้อกล่าวหาเลย
พูดง่าย ๆ คือ…
“มีความจริงอะไรอยู่ในสำนวน”
กับ
“ใครมีสิทธิเปิดประตูนำความจริงนั้นเข้าสู่ศาล”
เป็นคนละคำถามกัน!
🔥 ยังเหลือช่อง มาตรา 226
อย่างไรก็ตาม เส้นทางตรวจสอบยังไม่ได้หมดลงทั้งหมด
เพราะเมื่อคดีส่วนที่ กกต.มีมติยื่นเข้าสู่ศาลฎีกาอย่างถูกต้องเข้าสู่กระบวนการแล้ว ยังมี รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง
ซึ่งกำหนดให้ศาลฎีกาใช้สำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต.เป็นหลัก
แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ศาลมีอำนาจ ไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
ดังนั้น พยานหลักฐานที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นว่ายังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วน อาจกลายเป็นอีกสมรภูมิสำคัญในชั้นศาล
⚡ อีกเส้นทาง! 20 สว. ร้องศาลรัฐธรรมนูญ
วัสยังชี้ถึงอีกช่องทางหนึ่งว่า หาก สว.เข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 20 คน และเห็นว่าสมาชิก สว.บางรายมีปัญหาเรื่องการฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมือง ก็สามารถดำเนินการตามกระบวนการรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้
นั่นหมายความว่า…
คดีฮั้ว สว.ยังมีสนามกฎหมายอีกหลายสนามรออยู่
🚨 “ความจริง” อาจยังไม่ถึงศาล หากเปิดประตูผิดบาน
ฉากใหม่ของคดีฮั้ว สว.จึงไม่ได้ต่อสู้กันแค่เรื่อง
“ฮั้วหรือไม่ฮั้ว”
แต่ต้องต่อสู้ตั้งแต่คำถามพื้นฐานว่า
ใครมีอำนาจร้อง?
ต้องใช้มาตราไหน?
ศาลรับพิจารณาได้หรือไม่?
และเมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้ว…
ศาลสามารถเปิดหลักฐานเพิ่มเติมไปได้ไกลเพียงใด?
นี่จึงเป็นภาพสะท้อนสำคัญของคดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้
เพราะต่อให้มีหลักฐานวางอยู่เต็มโต๊ะ…
แต่ถ้าใช้ “กุญแจผิดดอก”
ประตูสู่การวินิจฉัยเนื้อหาคดี ก็อาจยังไม่เปิด!
#คดีฮั้ว #สว #กกต #ศาลฎีกา #วัส_ติงสมิตร #อดีตผู้พิพากษา #มาตรา44 #มาตรา62 #มาตรา226 #กฎหมายมหาชน #กระบวนการทุจริต #คดีเลือกตั้ง #การเมือง #วิหคนิวส์ #ไทยโพสต์
