วันที่ 17 กันยายน 2569 มีรายงานความคืบหน้าจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณี อั้งยี่-ฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติส่งผู้ถูกร้องดำเนินคดีและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.เปิดเผยผลการพิจารณาสำนวน โดยมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 77 ราย แบ่งเป็น สว. 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย (The Active)
สำหรับคดีอั้งยี่-ฟอกเงินของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI มีรายงานว่า คณะพนักงานสอบสวนซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ DSI และพนักงานอัยการ เตรียมนัดประชุมครั้งแรกภายในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินคดีภายหลัง กกต.มีมติในคดีฮั้ว สว. (www.thairath.co.th)
อย่างไรก็ตาม รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนระบุว่า การดำเนินคดีอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงินไม่ได้จำเป็นต้องยึดจำนวนผู้ถูกส่งฟ้องของ กกต.เป็นกรอบทั้งหมด เนื่องจากการพิจารณาของ DSI ต้องดูจาก พฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงิน ว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การรวบรวมพยานหลักฐาน โดยรายงานระบุว่า ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือประสานไปยัง กกต.เพื่อสอบถามว่าจะนำหลักฐานของ DSI ไปประกอบสำนวนการไต่สวนหรือไม่ แต่ได้รับแจ้งว่า กกต.มีมติไม่รับหลักฐานดังกล่าว ขณะเดียวกันเมื่อ DSI ขอเอกสารจาก กกต. ก็ไม่ได้รับเอกสารกลับมาเช่นกัน
หนึ่งในหลักฐานที่ถูกระบุถึงคือ ภาพจากกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญที่เดินทางเข้าไปยังโรงแรมซึ่งถูกเชื่อมโยงกับขบวนการจัดฮั้ว สว. รวมถึงข้อมูล พิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นข้อมูลที่พนักงานสอบสวนใช้ประกอบการตรวจสอบความเชื่อมโยงของบุคคลและสถานที่
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่ม ผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัว สว. ทั้ง 138 คน ซึ่ง DSI ต้องการนำมาตรวจสอบประกอบกับข้อมูลเส้นทางการเงิน โดยรายงานระบุว่า DSI พบข้อมูลทางการเงินของบุคคลใกล้ชิด สว.บางรายที่ต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงเพิ่มเติม
ในส่วนของเอกสารจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีรายงานว่า DSI ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว โดยมีการอ้างถึงข้อจำกัดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ขณะที่ DSI ได้ทำหนังสือตอบกลับถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว
ส่วนข้อมูลทางการเงินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. รายงานระบุว่า คณะพนักงานสอบสวนได้ประสานขอข้อมูลเลขที่บัญชีและเส้นทางการเงิน แต่ยังไม่ได้รับข้อมูลตามที่ร้องขอ
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความแตกต่างระหว่างพยานหลักฐานในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงินของ DSI กับสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 โดยเฉพาะกรณี พยานรหัสที่ 16 หรือนายเอกราช ช่างเหลา ซึ่งมีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงคำให้การในภายหลัง
รายงานจากฝ่ายพนักงานสอบสวนระบุว่า ในการสอบปากคำนายเอกราช มีทั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำ รวมถึงมีพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย โดยแต่ละฝ่ายจัดทำบันทึกคำให้การของตนเอง
ส่วนกรณีการกลับคำให้การภายหลัง รายงานระบุว่า นายเอกราชไม่ได้เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนเพื่อขอแก้ไขคำให้การ แต่ส่งหนังสือแจ้งการแก้ไขคำให้การไปยังประธาน กกต.
สำหรับประเด็นว่าคำให้การใดเป็นความจริงหรือเท็จนั้น รายงานระบุว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถนำไปพิจารณาในกระบวนการสืบพยานในชั้นศาล โดยเฉพาะกรณีที่พยานมีคำให้การแตกต่างกันในแต่ละช่วงของกระบวนการ
ขณะเดียวกัน รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนยังระบุว่า หากพยานหลักฐานในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงินพบความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด แม้บุคคลนั้นจะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 77 รายที่ กกต.มีมติส่งศาลฎีกา คณะพนักงานสอบสวนก็ยังต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานและพฤติการณ์ของแต่ละบุคคล
ทั้งนี้ มติ กกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 เป็นการดำเนินคดีต่อผู้ถูกร้อง 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย โดยสำนวนมีเอกสารรวมกว่า 75,722 หน้า ขณะที่ขั้นตอนต่อไปจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำคำวินิจฉัยและการดำเนินการตามกฎหมาย (เนชั่นทีวี)
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: กกต., กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ไทยรัฐ, The Active, อินโฟเควสท์
#DSI #กรมสอบสวนคดีพิเศษ #กกต #ฮั้วสว #คดีฮั้วสว #เลือกสว #สว2567 #อั้งยี่ #ฟอกเงิน #พยานหลักฐาน #กล้องวงจรปิด #พิกัดโทรศัพท์ #เส้นทางการเงิน #สำนักข่าววิหคนิวส์
