ประเด็นสำคัญที่วัสหยิบขึ้นมาคือ บทบาทของ กกต. ตามกฎหมายไม่ได้เท่ากับบทบาทของศาล
เขาอธิบายว่า ตาม มาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตในการเลือก หรือมีผู้รู้เห็นกับการกระทำดังกล่าว กกต. สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่
ดังนั้น ในมุมมองของวัส กกต.ทำหน้าที่กลั่นกรองและนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่มีอำนาจชี้ขาดความผิดของบุคคลในที่สุด
ประเด็นเรื่องมาตรา 62 และมาตรฐานพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีอาญา เป็นแนวทางที่วัสเคยอธิบายไว้ก่อนหน้านี้ด้วย
⸻
🔍 “ความเป็นกลาง” ต้องมี 2 ชั้น
วัสเสนอว่า การพิจารณาขององค์กรที่ใช้อำนาจรัฐควรพิจารณาความเป็นกลางอย่างน้อย 2 มิติ
หนึ่ง — ความเป็นกลางในเชิงอัตวิสัย
ผู้มีอำนาจต้องไม่มีอคติหรือผลประโยชน์ส่วนตัวที่ทำให้การใช้ดุลพินิจเบี่ยงเบน
สอง — ความเป็นกลางในเชิงภาววิสัย
ไม่เพียงแต่ผู้ใช้อำนาจต้องเชื่อว่าตนเองเป็นกลาง แต่ กระบวนการและพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะต้องไม่ทำให้บุคคลทั่วไปเกิดข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลต่อความเป็นกลาง
หัวใจของแนวคิดนี้คือหลักกฎหมายที่ว่า
ความยุติธรรมไม่เพียงต้องเกิดขึ้น แต่ต้องปรากฏให้เห็นด้วยว่าได้เกิดขึ้น
⸻
🚨 229 ราย ต้องไม่ “เหมารวม”
อีกประเด็นที่วัสให้ความสำคัญ คือกรณีที่มีการกล่าวถึงผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย ซึ่งตามรายงานข่าวก่อนหน้านี้ประกอบด้วย สว. 138 ราย และบุคคลอื่นอีก 91 ราย
วัสเห็นว่า หาก กกต.จะใช้ดุลพินิจต่อบุคคลจำนวนมาก ควรพิจารณา ความรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงบุคคลเข้ากับกลุ่มหรือขบวนการแล้วถือว่ามีความผิดเหมือนกันทั้งหมด
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า
บุคคลแต่ละรายทำอะไร?
เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกอย่างไร?
มีหลักฐานอะไรที่เชื่อมโยงกับการกระทำดังกล่าว?
และ
หลักฐานถึงระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่?
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อถกเถียงที่วัสเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ว่า การพิจารณาคดีฮั้ว สว. ต้องแยกกระบวนการคุ้มครองความสุจริตของการเลือกออกจากการพิสูจน์ความผิดทางอาญา
⸻
⚡ 14 กันยายน — วันวัดมาตรฐาน กกต.
วัสมองว่า การประชุมวันที่ 14 กันยายน 2569 จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่า
“กกต.จะส่งหรือไม่ส่ง 229 คน?”
แต่ควรถูกจับตาในอีกมิติว่า
กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่
พิจารณาพยานหลักฐานอย่างไร
และสามารถอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจได้หรือไม่
หากเห็นว่าหลักฐานเพียงพอ การตัดสินใจก็ควรมีเหตุผลรองรับว่า แต่ละบุคคลเข้าเกณฑ์กฎหมายอย่างไร
แต่หากเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ก็ต้องสามารถอธิบายได้เช่นเดียวกันว่า เหตุใดหลักฐานจึงยังไม่ถึงเกณฑ์
⚖️ “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ทั้งหมด
หัวใจของข้อเสนอของวัสคือ ความชอบธรรมไม่ได้เกิดจากผลการตัดสินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการที่นำไปสู่ผลนั้นด้วย
โดยเฉพาะคดีที่อาจกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของบุคคลจำนวนมาก การใช้อำนาจของ กกต.จึงถูกจับตาทั้งในเรื่อง พยานหลักฐาน เหตุผล ความเป็นกลาง และความโปร่งใส
ขณะที่ กกต.ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า 14 กันยายน 2569 เป็นวันนัดประชุมลงมติพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว.
จากนี้จึงเหลือคำถามสำคัญว่า — มาตรฐานเดียวกันจะถูกใช้กับทุกคนหรือไม่ และเหตุผลของ กกต.จะอธิบายต่อสังคมได้ชัดเพียงใด
สำนักข่าววิหคนิวส์
#กกต #ฮั้วสว #สว2567 #วัสติงสมิตร #เลือกสว67 #มาตรา62 #รัฐธรรมนูญ2560 #ศาลฎีกา #หลักนิติธรรม #ความเป็นกลาง #กระบวนการยุติธรรม #14กันยายน2569
