ข่าวประจำวัน » 🔥 กกต.ฟังให้ชัด! “วัส” อดีตผู้พิพากกษา ย้ำ กกต. ม.62 คืออำนาจส่งศาล ไม่ใช่อำนาจพิพากษาความผิด คดีโกง สว.

🔥 กกต.ฟังให้ชัด! “วัส” อดีตผู้พิพากกษา ย้ำ กกต. ม.62 คืออำนาจส่งศาล ไม่ใช่อำนาจพิพากษาความผิด คดีโกง สว.

7 September 2026
40   0

ประเด็นสำคัญที่วัสหยิบขึ้นมาคือ บทบาทของ กกต. ตามกฎหมายไม่ได้เท่ากับบทบาทของศาล

เขาอธิบายว่า ตาม มาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตในการเลือก หรือมีผู้รู้เห็นกับการกระทำดังกล่าว กกต. สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่

ดังนั้น ในมุมมองของวัส กกต.ทำหน้าที่กลั่นกรองและนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่มีอำนาจชี้ขาดความผิดของบุคคลในที่สุด

ประเด็นเรื่องมาตรา 62 และมาตรฐานพยานหลักฐานที่แตกต่างจากคดีอาญา เป็นแนวทางที่วัสเคยอธิบายไว้ก่อนหน้านี้ด้วย 

🔍 “ความเป็นกลาง” ต้องมี 2 ชั้น

วัสเสนอว่า การพิจารณาขององค์กรที่ใช้อำนาจรัฐควรพิจารณาความเป็นกลางอย่างน้อย 2 มิติ

หนึ่ง — ความเป็นกลางในเชิงอัตวิสัย

ผู้มีอำนาจต้องไม่มีอคติหรือผลประโยชน์ส่วนตัวที่ทำให้การใช้ดุลพินิจเบี่ยงเบน

สอง — ความเป็นกลางในเชิงภาววิสัย

ไม่เพียงแต่ผู้ใช้อำนาจต้องเชื่อว่าตนเองเป็นกลาง แต่ กระบวนการและพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะต้องไม่ทำให้บุคคลทั่วไปเกิดข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลต่อความเป็นกลาง

หัวใจของแนวคิดนี้คือหลักกฎหมายที่ว่า

ความยุติธรรมไม่เพียงต้องเกิดขึ้น แต่ต้องปรากฏให้เห็นด้วยว่าได้เกิดขึ้น

🚨 229 ราย ต้องไม่ “เหมารวม”

อีกประเด็นที่วัสให้ความสำคัญ คือกรณีที่มีการกล่าวถึงผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย ซึ่งตามรายงานข่าวก่อนหน้านี้ประกอบด้วย สว. 138 ราย และบุคคลอื่นอีก 91 ราย

วัสเห็นว่า หาก กกต.จะใช้ดุลพินิจต่อบุคคลจำนวนมาก ควรพิจารณา ความรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงบุคคลเข้ากับกลุ่มหรือขบวนการแล้วถือว่ามีความผิดเหมือนกันทั้งหมด

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า

บุคคลแต่ละรายทำอะไร?

เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกอย่างไร?

มีหลักฐานอะไรที่เชื่อมโยงกับการกระทำดังกล่าว?

และ

หลักฐานถึงระดับที่กฎหมายกำหนดหรือไม่?

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อถกเถียงที่วัสเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ว่า การพิจารณาคดีฮั้ว สว. ต้องแยกกระบวนการคุ้มครองความสุจริตของการเลือกออกจากการพิสูจน์ความผิดทางอาญา 

⚡ 14 กันยายน — วันวัดมาตรฐาน กกต.

วัสมองว่า การประชุมวันที่ 14 กันยายน 2569 จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่า

“กกต.จะส่งหรือไม่ส่ง 229 คน?”

แต่ควรถูกจับตาในอีกมิติว่า

กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่

พิจารณาพยานหลักฐานอย่างไร

และสามารถอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจได้หรือไม่

หากเห็นว่าหลักฐานเพียงพอ การตัดสินใจก็ควรมีเหตุผลรองรับว่า แต่ละบุคคลเข้าเกณฑ์กฎหมายอย่างไร

แต่หากเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ก็ต้องสามารถอธิบายได้เช่นเดียวกันว่า เหตุใดหลักฐานจึงยังไม่ถึงเกณฑ์

⚖️ “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ทั้งหมด

หัวใจของข้อเสนอของวัสคือ ความชอบธรรมไม่ได้เกิดจากผลการตัดสินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการที่นำไปสู่ผลนั้นด้วย

โดยเฉพาะคดีที่อาจกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของบุคคลจำนวนมาก การใช้อำนาจของ กกต.จึงถูกจับตาทั้งในเรื่อง พยานหลักฐาน เหตุผล ความเป็นกลาง และความโปร่งใส

ขณะที่ กกต.ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า 14 กันยายน 2569 เป็นวันนัดประชุมลงมติพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. 

จากนี้จึงเหลือคำถามสำคัญว่า — มาตรฐานเดียวกันจะถูกใช้กับทุกคนหรือไม่ และเหตุผลของ กกต.จะอธิบายต่อสังคมได้ชัดเพียงใด

สำนักข่าววิหคนิวส์

#กกต #ฮั้วสว #สว2567 #วัสติงสมิตร #เลือกสว67 #มาตรา62 #รัฐธรรมนูญ2560 #ศาลฎีกา #หลักนิติธรรม #ความเป็นกลาง #กระบวนการยุติธรรม #14กันยายน2569