ข่าวประจำวัน »  ช็อก! “วัส ติงสมิตร” งัดกฎหมายชี้ สำนวน กกต.-DSI ไม่ใช่ความลับตลอดไป

 ช็อก! “วัส ติงสมิตร” งัดกฎหมายชี้ สำนวน กกต.-DSI ไม่ใช่ความลับตลอดไป

1 September 2026
42   0

1 กันยายน 2569 — นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เผยแพร่บทวิเคราะห์ทางกฎหมาย เจาะประเด็นร้อน “สำนวนไต่สวน กกต.-DSI ต้องปิดเป็นความลับตลอดไปจริงหรือ?” ท่ามกลางการจับตาคดีฮั้ว สว.อย่างเข้มข้น

นายวัสชี้ว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้มีเพียงการวินิจฉัยว่าการเลือก สว.มีการทุจริตหรือไม่ แต่ยังอยู่ที่ สิทธิของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลและเหตุผลของการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการไต่สวนสิ้นสุดลงแล้ว

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ มาตรา 41 วรรคสาม แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 ซึ่งห้ามเปิดเผยข้อมูลที่สามารถระบุตัวผู้แจ้ง รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่ได้มาจากการสืบสวนหรือไต่สวน เว้นแต่เป็นการเปิดเผยเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ ตามกฎหมาย หรือตามคำสั่งศาล

ขณะเดียวกัน กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีเพียงข้อจำกัดเรื่องความลับ แต่ยังวางกลไกให้มี การคุ้มครองพยานและผู้ให้ข้อมูล โดยมาตรา 45 กำหนดให้ กกต.มีมาตรการรักษาความลับเพื่อความปลอดภัยของพยาน ผู้ให้ข้อมูล และผู้ชี้เบาะแสด้วย

จุดสำคัญที่นายวัสหยิบขึ้นมาคือ คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ที่ ตม 10/2567 ซึ่งเป็นกรณีการขอเอกสารสำนวนเกี่ยวกับการร้องเรียนการเลือกตั้งที่กระบวนการพิจารณาสิ้นสุดลงแล้ว

คำวินิจฉัยดังกล่าววางแนวว่า เมื่อกระบวนการพิจารณาสิ้นสุดและมีการแจ้งผลแล้ว การเปิดเผยสำนวนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการพิจารณาอีกต่อไป และสามารถเปิดเผยข้อมูลโดย ลบ ตัด หรือทอนข้อมูลส่วนบุคคลของพยาน เพื่อรักษาความปลอดภัยของบุคคลได้

หลักดังกล่าวจึงนำไปสู่แนวคิดสำคัญว่า “เปิดเผยเท่าที่เปิดได้ ปกปิดเท่าที่จำเป็น” แทนการปิดเอกสารทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

นายวัสยังแยกประเภทข้อมูลอย่างชัดเจน โดยข้อมูลที่สามารถระบุตัวพยาน เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เลขประจำตัวประชาชน ภาพถ่าย ลายมือชื่อ หรือรายละเอียดที่ทำให้ทราบว่าพยานเป็นใคร สามารถถูกตัดทอนเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยได้ ขณะที่เหตุผลทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ และสาระที่จำเป็นต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาแยกออกจากข้อมูลส่วนบุคคล

อีกชั้นหนึ่งคือกรณี DSI ใช้มาตรการเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และกฎหมายกำหนดให้ข้อมูลที่ได้มาจากมาตรการดังกล่าวใช้เพื่อการสืบสวนหรือเป็นพยานหลักฐานในคดีพิเศษนั้นเท่านั้น ส่วนข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องต้องทำลายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการตามมาตรา 25 กฎหมายยังห้ามเปิดเผย เว้นแต่เป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือตามคำสั่งศาล และกำหนดโทษสำหรับการฝ่าฝืนไว้ตั้งแต่จำคุก 3-5 ปี หรือปรับ 60,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากเป็นเจ้าหน้าที่บางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ โทษเพิ่มเป็นสามเท่า

ส่วนฝั่ง กกต. มาตรา 68 กำหนดโทษสำหรับการเปิดเผยข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่ได้รับความคุ้มครอง รวมถึงการฝ่าฝืนมาตรา 41 วรรคสาม จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้กระทำเป็นกรรมการ กกต. เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือเจ้าหน้าที่สำนักงาน โทษเพิ่มเป็นสองเท่า

จึงเกิดเส้นแบ่งทางกฎหมายที่ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ข้อมูลที่ต้องปกป้องเพื่อความปลอดภัยของพยาน” กับ “ข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบว่ารัฐใช้อำนาจอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมเพียงใด”

ในมุมของนายวัส หลักนิติรัฐไม่ควรนำคำว่า “ความลับ” มาใช้ปิดข้อมูลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาเป็นรายประเภทว่า ส่วนใดเปิดเผยได้ ส่วนใดต้องปกปิด และส่วนใดมีกฎหมายเฉพาะห้ามเปิดเผย

ประเด็นนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญของ คดีฮั้ว สว. เพราะนอกจากผลการไต่สวนและการตัดสินใจของ กกต.แล้ว วิธีการเปิดเผยหรือปกปิดสำนวนก็ถูกจับตาในฐานะบททดสอบเรื่อง ความโปร่งใสและความรับผิดชอบขององค์กรอิสระ

สาระสำคัญของข้อเสนอจึงชัดเจน — คุ้มครองตัวพยานได้ แต่ไม่ควรใช้การคุ้มครองพยานเป็นเหตุปิดบังเหตุผลการใช้อำนาจรัฐทั้งหมด

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: วัส ติงสมิตร, อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา; พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560; พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547; คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ที่ ตม 10/2567

#วัสติงสมิตร #ฮั้วสว #เลือกสว67 #กกต #DSI #ศาลฎีกา #สำนวนไต่สวน #ข้อมูลข่าวสารราชการ #ความโปร่งใส #นิติรัฐ #องค์กรอิสระ #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #สำนักข่าววิหคนิวส์