29 สิงหาคม 2569 เวลา 22.40 น. โลกแรงงานกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อกระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ได้หยุดอยู่เพียงหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่เริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงผ่าน “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” ที่มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวใกล้เคียงมนุษย์
ที่ผ่านมา การเข้ามาของ AI สร้างแรงกระเพื่อมต่อกลุ่มงานเอกสาร งานวิเคราะห์ข้อมูล และงานเขียนโปรแกรมอย่างต่อเนื่อง แต่คลื่นลูกใหม่กำลังมุ่งตรงไปยังกลุ่มแรงงานภาคปฏิบัติการ โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำ ใช้แรงกายหนัก และทำงานในสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อมนุษย์
รายงานที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ระบุว่า กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกได้เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ AI มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการลดปริมาณงานที่เคยต้องใช้พนักงานจำนวนมาก ให้เหลือผู้ควบคุมและตรวจสอบผลลัพธ์เพียงไม่กี่คน
จาก AI เขียนโค้ด สู่หุ่นยนต์ทำงานแทนคน
อดีตที่ผ่านมา การเรียนเขียนโปรแกรมเคยถูกมองว่าเป็นเส้นทางสำคัญในการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ แต่การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ Generative AI ทำให้เทคโนโลยีสามารถช่วยสร้าง ตรวจสอบ และแก้ไขโค้ดได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังผลักการแข่งขันออกจากโลกดิจิทัลเข้าสู่โรงงาน คลังสินค้า ร้านอาหาร และสถานดูแลผู้สูงอายุ
ข้อมูลจาก Citizens Bank ซึ่งถูกนำมาอ้างอิงโดย 24/7 Wall St. ประเมินว่า หุ่นยนต์อย่าง Optimus ของ Tesla อาจมีศักยภาพเข้าไปกระทบมูลค่าค่าจ้างแรงงานในสหรัฐฯ สูงถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 60 ล้านล้านบาท
ในจำนวนนี้ มีงานมูลค่ากว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน คลังสินค้า และงานหลังบ้าน ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มงานที่เทคโนโลยีหุ่นยนต์อาจเข้ามารับหน้าที่ได้ก่อนกลุ่มอื่น
แบบจำลองดังกล่าวยังประเมินต้นทุนการทำงานของหุ่นยนต์ไว้ที่ประมาณ 5 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ขณะที่ค่าแรงมนุษย์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และอาจมีระยะเวลาคืนทุนต่ำกว่า 18 เดือน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงการประเมิน และหุ่นยนต์ยังต้องพิสูจน์ประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย ความทนทาน ค่าบำรุงรักษา และความสามารถในการทำงานจริงในระยะยาว
4 กลุ่มงานด่านหน้าที่กำลังถูกจับตา
1. คลังสินค้าและขนส่ง
งานเดิน หยิบ ยก และเคลื่อนย้ายสินค้าแบบซ้ำ ๆ เป็นหนึ่งในกลุ่มงานที่ถูกมองว่าหุ่นยนต์สามารถเข้ามาช่วยได้มาก เพราะสถานที่จำนวนมากถูกออกแบบมาให้มนุษย์เดินและหยิบจับสิ่งของอยู่แล้ว
2. โรงงานประกอบชิ้นส่วน
งานขันน็อต ประกอบชิ้นงาน และงานที่ทำซ้ำตามขั้นตอน อาจเป็นอีกพื้นที่สำคัญของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เนื่องจากสามารถเคลื่อนที่ไปทำงานในหลายจุดได้ ต่างจากแขนกลอุตสาหกรรมแบบเดิมที่มักประจำอยู่กับตำแหน่งเดียว
3. งานครัวและบริการอาหาร
งานทอด ล้างจาน เตรียมวัตถุดิบ และงานหลังบ้านที่ต้องทำต่อเนื่อง เป็นอีกกลุ่มที่ธุรกิจให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นงานที่ใช้แรงงานสูงและบางพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนพนักงาน
4. งานดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย
หุ่นยนต์อาจเข้ามาช่วยงานด้านการพยุง ยก หรือเคลื่อนย้าย เพื่อลดภาระทางร่างกายของบุคลากรผู้ดูแล โดยไม่ได้เข้ามาแทนที่การรักษาหรือการตัดสินใจทางการแพทย์
Tesla เดินหน้าผลัก Optimus สู่การผลิต
Tesla ได้ประกาศแผนเตรียมสายการผลิต Optimus สำหรับการผลิตในอนาคต โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตระยะยาวของสายการผลิตแห่งแรกไว้ที่ 1 ล้านตัวต่อปี
อย่างไรก็ตาม แผนการผลิตจำนวนมากยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และรายงานผลประกอบการในช่วงปี 2569 สะท้อนว่าการขยายกำลังผลิตหุ่นยนต์ยังมีความท้าทายอย่างมาก ทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและการทำให้เทคโนโลยีสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในสถานการณ์จริง
คำถามใหญ่ที่สุด ไม่ใช่หุ่นยนต์เก่งแค่ไหน
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่ว่า หุ่นยนต์จะเดินหรือหยิบจับสิ่งของได้เหมือนมนุษย์มากแค่ไหน
แต่คือคำถามว่า เมื่อแรงงานจำนวนมากถูกลดความต้องการในตลาด แล้วระบบเศรษฐกิจจะสร้างงานใหม่ได้เร็วพอหรือไม่
เพราะหากคนจำนวนมากสูญเสียรายได้ กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจก็อาจลดลงตามไปด้วย และเมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อน้อยลง สินค้าที่โรงงานผลิตได้มากขึ้นจากระบบอัตโนมัติก็อาจไม่มีคนซื้อ
นี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกยุค AI
การพัฒนาเทคโนโลยีอาจกำลังเดินหน้าเร็วกว่าความสามารถของระบบเศรษฐกิจในการปรับตัวและสร้างอาชีพใหม่รองรับแรงงาน
และครั้งนี้ AI ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจออีกต่อไป
เพราะหุ่นยนต์กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่สถานที่ทำงานจริง และตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Techhub, 24/7 Wall St. และข้อมูลแผนการผลิต Optimus ของ Tesla (techhub)
#วิหคนิวส์ #ข่าวเทคโนโลยี #AI #ปัญญาประดิษฐ์ #หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ #Optimus #Tesla #แรงงาน #ตลาดแรงงาน #หุ่นยนต์ #เทคโนโลยี #เศรษฐกิจ
