กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ วันที่ 1 สิงหาคม 2569 — ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงกระแทกรุนแรงตลอดเดือนกรกฎาคม เมื่อดัชนี KOSPI ร่วงสะสมประมาณ 22% กลายเป็นเดือนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2551 ก่อนจะดีดกลับอย่างรุนแรงในวันสุดท้ายของเดือน
ต้นตอของวิกฤตไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นแรงระเบิดพร้อมกันจากความวิตกเรื่องฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ การรุกคืบของอุตสาหกรรมชิปจีน และการคลายสถานะลงทุนแบบใช้เงินกู้ ซึ่งขยายแรงขายให้รุนแรงกว่าตลาดปกติ
ศูนย์กลางแรงกระแทกอยู่ที่ Samsung Electronics และ SK Hynix สองยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำ ซึ่งมีน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี KOSPI เมื่อนักลงทุนเทขายหุ้นสองบริษัทพร้อมกัน ตลาดเกาหลีใต้ทั้งกระดานจึงถูกลากลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 KOSPI ปิดตลาดร่วงถึง 10.84% หนักที่สุดในรอบประมาณห้าเดือน ขณะที่หุ้น SK Hynix ดิ่ง 14.7% และ Samsung Electronics ทรุด 14.4% ท่ามกลางแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติประมาณ 5 ล้านล้านวอน Reuters
หนึ่งในชนวนสำคัญคือการเข้าตลาดหุ้นอย่างร้อนแรงของ ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของจีน ซึ่งตอกย้ำว่าจีนกำลังเร่งลดช่องว่างด้านเทคโนโลยีและอาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด DRAM จากเกาหลีใต้
ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลังปรากฏข่าวความก้าวหน้าด้านเครื่องจักรผลิตชิปของจีน นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ความได้เปรียบของ Samsung และ SK Hynix จะยืนระยะได้อีกนานเพียงใด หากจีนสามารถเพิ่มกำลังการผลิตและกดราคาชิปลงในตลาดโลก
อีกด้านหนึ่ง กระแสเอไอซึ่งเคยผลักหุ้นชิปเกาหลีใต้ขึ้นอย่างร้อนแรงเริ่มย้อนกลับมาทำร้ายตลาด นักลงทุนปรับลดความคาดหวัง หลังพบว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอจำนวนมหาศาลอาจยังไม่สร้างผลตอบแทนรวดเร็วตามราคาหุ้นที่พุ่งนำไปก่อนแล้ว
แม้ SK Hynix จะรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง แต่ตัวเลขบางส่วนยังต่ำกว่าความคาดหวังอันสูงลิ่วของตลาด เมื่อความหวังถูกตั้งไว้เกินระดับกำไรจริง ข่าวดีจึงไม่สามารถพยุงราคาหุ้นไว้ได้
ตัวเร่งที่ทำให้แรงขายลุกลามคือการลงทุนผ่าน กองทุน ETF แบบทวีคูณและสถานะที่ใช้เงินกู้ นักลงทุนรายย่อยซึ่งหวังขยายผลตอบแทนในช่วงตลาดขาขึ้นกลับเผชิญความเสียหายหลายเท่าเมื่อหุ้นกลับทิศ
เมื่อมูลค่าหลักประกันลดลง นักลงทุนบางส่วนถูกเรียกเติมเงินหรือถูกบังคับขาย เกิดเป็นวงจรแรงขายต่อเนื่อง ยิ่งหุ้นตกก็ยิ่งเกิดการล้างสถานะ และยิ่งมีการล้างสถานะ ตลาดก็ยิ่งทรุดหนักลง
รัฐบาลเกาหลีใต้จึงระงับการจดทะเบียนกองทุน ETF แบบทวีคูณที่อ้างอิงหุ้นรายตัวเพิ่มเติม พร้อมพิจารณาจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์เสี่ยงสูงของนักลงทุนรายย่อย เพื่อสกัดความผันผวนที่ขยายตัวจากหนี้เก็งกำไร Business Insider
อย่างไรก็ตาม วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ตลาดพลิกกลับอย่างสุดขั้ว โดย KOSPI พุ่ง 17.9% ภายในวันเดียว หลังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอต่อเนื่อง หุ้น SK Hynix ทะยานประมาณ 29% และ Samsung Electronics พุ่งประมาณ 26% MarketWatch
แม้ดัชนีจะเด้งกลับครั้งประวัติศาสตร์ แต่ยังไม่สามารถลบความเสียหายตลอดเดือนกรกฎาคมได้ทั้งหมด ภาพที่เกิดขึ้นจึงเปิดโปงจุดเปราะบางของตลาดหุ้นเกาหลีใต้อย่างชัดเจน—ดัชนีทั้งประเทศผูกติดกับหุ้นชิปเพียงไม่กี่บริษัท ขณะที่เงินเก็งกำไรแบบทวีคูณพร้อมขยายความรุนแรงทันทีเมื่อตลาดกลับทิศ
ด้านเศรษฐกิจจริงของเกาหลีใต้ยังไม่ถึงขั้นพังทลาย เพราะยอดส่งออกเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 62.8% จากปีก่อน ขณะที่การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 179% สะท้อนว่าการร่วงครั้งนี้เกิดจากความหวาดกลัว การปรับลดมูลค่าหุ้น และการล้างสถานะเก็งกำไร มากกว่าการล่มสลายของภาคการส่งออก Reuters
การบุกของจีนจึงเป็นเพียงชนวน แต่สิ่งที่ทำให้ KOSPI ทรุดหนักคือโครงสร้างตลาดที่กระจุกตัว ความคาดหวังต่อเอไอซึ่งสูงเกินจริง และหนี้เก็งกำไรที่เร่งแรงขายจนตลาดทั้งกระดานสั่นสะเทือน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง
Reuters — KOSPI ร่วง 10.84% วันที่ 28 กรกฎาคม 2569
Reuters — ส่งออกเกาหลีใต้เดือนกรกฎาคม 2569
MarketWatch — KOSPI ดีดกลับ 17.9%
Business Insider — ความเสี่ยงจาก ETF แบบทวีคูณ
#ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ #KOSPI #หุ้นเกาหลี #Samsung #SKHynix #CXMT #หุ้นชิป #เซมิคอนดักเตอร์ #AI #เศรษฐกิจโลก #วิหคนิวส์
