29 กรกฎาคม 2569 — สถานการณ์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในเมียนมาเข้าสู่จุดเข้มข้นอีกขั้น หลังรัฐสภาเมียนมาที่ฝ่ายสนับสนุนกองทัพครองอำนาจ ผ่านกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ฉบับใหม่ เปิดทางใช้บทลงโทษสูงสุดถึง “ประหารชีวิต” กับผู้ที่กักขัง ใช้ความรุนแรง หรือทรมานบุคคลเพื่อบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์
กฎหมายดังกล่าวถูกผ่านในช่วงเช้าวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ในการประชุมร่วมของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่กรุงเนปิดอว์ หลังสมาชิกเห็นชอบการแก้ไขร่างกฎหมาย ก่อนที่ อ่อง ลิน ด่วย ประธานรัฐสภาแห่งสหภาพเมียนมา จะประกาศผลระหว่างการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์
อาย ชาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันกับ AFP ว่า โทษประหารชีวิตยังคงอยู่ในกฎหมายฉบับที่ผ่านรัฐสภา และสาระสำคัญแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากร่างที่เปิดเผยออกมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569
บทลงโทษถือว่าหนักอย่างยิ่ง โดยผู้ที่ใช้ความรุนแรง ทรมาน จับกุมหรือกักขังโดยมิชอบ ตลอดจนปฏิบัติอย่างโหดร้ายเพื่อบังคับบุคคลให้ร่วมก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ อาจถูกจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ไปจนถึงตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ตามระดับความร้ายแรงของคดี
ยิ่งไปกว่านั้น หากการกักขังหรือใช้ความรุนแรงดังกล่าว เป็นเหตุให้เหยื่อเสียชีวิต กฎหมายกำหนดให้ใช้โทษประหารชีวิต ขณะที่ผู้บริหารหรือดำเนินกิจการศูนย์หลอกลวงออนไลน์ รวมถึงความผิดบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล อาจเผชิญโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
การออกกฎหมายยาแรงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักต่อเมียนมา หลังพื้นที่ชายแดนของประเทศกลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติ ตั้งแต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การสร้างความสัมพันธ์ปลอมเพื่อหลอกเอาเงิน ไปจนถึงการชักชวนลงทุนและคริปโทเคอร์เรนซีปลอม
เบื้องหลังอาณาจักรสแกมเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงคนที่สมัครใจเข้าทำงาน แต่ยังมีชาวต่างชาติจำนวนมากถูกหลอกด้วยประกาศรับสมัครงาน ก่อนถูกนำเข้าสู่ศูนย์หลอกลวง ยึดเอกสาร กักขัง ข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรงเพื่อบังคับให้หลอกเงินเหยื่อในประเทศต่าง ๆ
ข้อมูลล่าสุดยิ่งสะท้อนว่าปัญหายังไม่จบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM ระบุว่า การค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์สแกมในเอเชียกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเมียนมา กัมพูชา และลาว และเหยื่อมาจากมากกว่า 80 ประเทศ ขณะที่ศูนย์เหล่านี้อาจมีคนทำงานรวมกันสูงถึงหลักแสนคน
พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาอย่าง เมียวดี กลายเป็นจุดที่ถูกจับตามองอย่างหนัก โดยเฉพาะศูนย์ขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จักอย่าง KK Park และชเวโก๊กโก่ ซึ่งเคยมีแรงงานจำนวนมากและถูกปราบปรามหลายระลอก
รัฐบาลเมียนมายังรายงานว่าในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 มีการเดินหน้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เชื่อมโยงกับการพนันและการหลอกลวงออนไลน์ในพื้นที่ชเวโก๊กโก่และ KK Park อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดอาคารเป้าหมายหลายสิบแห่งสำหรับการรื้อถอนด้วยเครื่องจักรหรือการควบคุมระเบิด
แต่ปัญหาใหญ่คือ ยิ่งปราบ เครือข่ายยิ่งแตกตัวและย้ายฐาน
ข้อมูลจากองค์กรและนักวิจัยด้านอาชญากรรมข้ามชาติชี้ตรงกันว่า การทลายศูนย์ขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมสแกมจะหายไปทั้งหมด เพราะเครือข่ายสามารถกระจายตัวเข้าสู่พื้นที่ขนาดเล็กหรือย้ายไปยังเขตที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอกว่าได้
นั่นทำให้เมียนมาต้องเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจีน ซึ่งประชาชนตกเป็นเป้าหมายและตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์สแกม รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่ให้ความสำคัญกับการปราบเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ
กฎหมายฉบับนี้ยังมีนัยทางการเมือง เพราะถือเป็นกฎหมายสำคัญช่วงแรกภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ หลัง มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นผู้นำรัฐประหารเมื่อปี 2564 ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาในเดือนเมษายน 2569 ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติอย่างหนัก
ที่น่าจับตาคือ ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมียนมาเพิ่งมีการลดโทษผู้ต้องโทษประหารชีวิตเดิมลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต במסגרתการนิรโทษกรรม แต่กฎหมายปราบสแกมฉบับล่าสุดกลับยังคงเปิดช่องให้ศาลใช้ “โทษประหารชีวิต” กับความผิดร้ายแรงประเภทใหม่ได้
นี่จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มโทษแก๊งคอลเซ็นเตอร์ธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่าเมียนมากำลังยกระดับอาชญากรรมสแกมออนไลน์และการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นภัยร้ายแรง พร้อมใช้บทลงโทษสูงสุดของประเทศจัดการเครือข่ายที่สร้างความเสียหายไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือการบังคับใช้กฎหมายจริง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งมีทั้งกลุ่มติดอาวุธและเครือข่ายอาชญากรรมหลายฝ่ายเคลื่อนไหวอยู่ และที่ผ่านมาแม้มีการบุกทลายศูนย์สแกมหลายแห่ง แต่อุตสาหกรรมนี้ยังสามารถปรับตัว กระจายฐาน และกลับมาเปิดดำเนินการในพื้นที่ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: AFP, Reuters, IOM, กระทรวงสารสนเทศเมียนมา
