29 กรกฎาคม 2569
คดีตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก เพื่อพิจารณาว่าการเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ท่ามกลางกระแสจับตาว่าคดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของคดีทุจริตเลือกตั้งในอนาคต
ล่าสุด นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย เผยแพร่บทวิเคราะห์ในหัวข้อ “หากผมเป็น กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว.67” โดยเสนอว่า การพิจารณาคดีควรใช้หลัก “การประเมินพยานหลักฐานแบบองค์รวม” (Totality of the Evidence) แทนการแยกพิจารณาพยานหลักฐานเป็นรายชิ้น
นายวัสเห็นว่า คดีลักษณะนี้ควรมองภาพรวมของการดำเนินการทั้งระบบ หากพยานหลักฐานหลายประเภทสามารถเชื่อมโยงสนับสนุนกันได้ ก็อาจสะท้อนถึงการกระทำที่มีการวางแผนและดำเนินการร่วมกันเป็นขบวนการ
ชี้พยานหลายด้านต้องนำมาประกอบกัน
บทวิเคราะห์ระบุว่า พยานหลักฐานที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่
หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์
พยานวัตถุ
ข้อมูลดิจิทัล
เส้นทางการเงิน
ภาพจากกล้องวงจรปิด
คลิปวิดีโอ
ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ
พฤติการณ์ก่อน ระหว่าง และหลังการเลือก สว.
นอกจากนี้ ยังอ้างถึงข้อมูลที่ถูกนำเสนอในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2” ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ เช่น การจัดรถรับส่งผู้สมัคร การออกค่าเดินทาง การจัดที่พัก การจัดทำโพยลงคะแนน การยึดเอกสาร สว.3 การให้ลงนามใบลาออกล่วงหน้า รวมถึงการเสนอผลประโยชน์ทางการเงินและการกำหนดตัวผู้ได้รับเลือกไว้ล่วงหน้า
เสนอส่งศาลฎีกา ถอดถอน สว. มากกว่า 120 คน
นายวัสยังระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่เห็นว่ามีน้ำหนัก ได้แก่ รูปแบบคะแนนเสียงที่ผิดธรรมชาติในหลายกลุ่มอาชีพ การกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือกในบางจังหวัด และหลักฐานดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
จากเหตุผลดังกล่าว นายวัสเสนอว่า หากตนเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จะมีความเห็นให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกา และมีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาพ้นจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 120 คน โดยเห็นว่าการดำเนินคดีควรมุ่งตรวจสอบทั้งเครือข่าย มากกว่าการพิจารณาเป็นรายบุคคล
ย้อนคดีฮั้วเลือก สว.
การเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันเมื่อปี 2567 ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับรูปแบบการลงคะแนนและกระบวนการเลือกตั้ง ก่อนจะมีการยื่นคำร้องและเปิดการตรวจสอบโดย กกต. ขณะเดียวกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ดำเนินการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ทำให้คดีนี้กลายเป็นหนึ่งในคดีการเมืองที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของนายวัส ติงสมิตร เป็นความเห็นทางวิชาการและการวิเคราะห์ส่วนบุคคล ยังไม่ใช่ข้อยุติของคดี โดยการวินิจฉัยว่าจะมีการส่งเรื่องต่อศาลฎีกาหรือไม่ รวมถึงการวินิจฉัยว่ามีการทุจริตเลือกตั้งหรือไม่ ยังคงเป็นอำนาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ศาลฎีกา ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง
รายงาน NEWS1
บทวิเคราะห์ “หากผมเป็น กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว.67” โดย วัส ติงสมิตร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
