กรุงเทพฯ 26 กรกฎาคม 2569 — ประเด็น “ใบสั่งจราจร” กลับมาร้อนอีกครั้ง ก่อนมาตรการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกจะเริ่มใช้กับใบสั่งที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป โดยภาครัฐระบุว่า หากกระบวนการแจ้งใบสั่งและหนังสือเตือนดำเนินการครบถ้วนแล้ว แต่เจ้าของรถยังค้างชำระค่าปรับ เมื่อไปชำระภาษีรถประจำปีจะยังไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีฉบับจริง จนกว่าจะชำระค่าปรับครบถ้วน มาตรการนี้ไม่มีผลย้อนหลังกับใบสั่งก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2569
แต่คำถามใหญ่ที่กำลังถูกหยิบกลับมาถกเถียงคือ
“ใบสั่งไม่ใช่คำพิพากษา แล้วรัฐสามารถเอาการค้างค่าปรับมาเป็นเหตุชะลอป้ายวงกลมได้แค่ไหน?”
คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาสำคัญเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ในคดีหมายเลขแดงที่ 2682/2567 กรณีเจ้าของรถชำระภาษีประจำปีแล้ว แต่ไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี เนื่องจากระบบระบุว่ามีค่าปรับจราจรค้างชำระ
ย้อนคำพิพากษา ศาลไม่ได้บอกว่า “ไม่ต้องจ่ายใบสั่ง”
นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ชัด เพราะการสรุปว่า “ศาลตัดสินว่าใบสั่งไม่ใช่คำพิพากษา ดังนั้นห้ามกั๊กป้ายวงกลมทุกกรณี” กว้างเกินกว่าข้อเท็จจริงของคดี
สาระสำคัญของคำพิพากษาปี 2567 อยู่ที่ว่า เจ้าพนักงานจราจรต้องดำเนินกระบวนการตามกฎหมายให้ครบถ้วน โดยเฉพาะขั้นตอนตามมาตรา 141/1 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก รวมถึงการแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งตามวิธีที่กฎหมายกำหนด
ในคดีดังกล่าว ศาลพบปัญหาว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่ากระบวนการแจ้งได้ดำเนินการครบถ้วนตามกฎหมาย ดังนั้น นายทะเบียนจึงไม่มีอำนาจอาศัยเพียงข้อมูลค่าปรับค้างในระบบมาชะลอการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีแก่เจ้าของรถ
ผลคือศาลสั่งให้ออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีแก่ผู้ฟ้อง และมีคำสั่งเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย 3,151.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในคำพิพากษา
หลังคำพิพากษาครั้งนั้น กรมการขนส่งทางบกเคยประกาศแนวทางให้ออกป้ายวงกลมแก่ผู้ชำระภาษีไปก่อน จนกว่าจะสามารถประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ระบบตรวจสอบได้ว่า กระบวนการตามกฎหมายเกี่ยวกับใบสั่งดำเนินการครบถ้วนแล้ว
แล้วทำไม 1 สิงหาคม 2569 รัฐกลับมาใช้มาตรการนี้อีก?
คำตอบอยู่ตรงนี้
รัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ระบบใหม่ถูกปรับเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลปกครอง โดยเพิ่มข้อมูลที่นายทะเบียนสามารถตรวจสอบได้ เช่น สำเนาใบสั่ง สำเนาหนังสือแจ้งเตือน หลักฐานการส่งไปรษณีย์ตอบรับ และข้อมูลเจ้าพนักงานจราจรผู้ออกใบสั่ง
นั่นหมายความว่า “หัวใจ” ของมาตรการใหม่ไม่ได้อยู่แค่ว่า มีใบสั่งค้างหรือไม่ แต่อยู่ที่รัฐสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า ได้เดินกระบวนการตามที่กฎหมายกำหนดครบแล้ว
ใบสั่งจึงไม่ควรถูกอธิบายว่าเท่ากับ “คำพิพากษาว่าผิดถึงที่สุด” แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนสามารถเพิกเฉยต่อใบสั่งโดยไม่มีผลทางกฎหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการใหม่จะใช้เฉพาะใบสั่งที่ออกตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 และหากไม่ชำระ จะมีขั้นตอนแจ้งเตือนก่อน โดยรัฐบาลคาดว่าข้อมูลใบสั่งค้างชุดแรกจะเริ่มเชื่อมไปถึงระบบกรมการขนส่งทางบกราวตุลาคม–พฤศจิกายน 2569
ดังนั้น การจับตาหลังวันที่ 1 สิงหาคมจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ตำรวจออกใบสั่งหรือยัง?”
แต่ต้องถามต่อว่า
ส่งใบสั่งถูกต้องหรือไม่? มีหนังสือเตือนหรือไม่? มีหลักฐานการส่งหรือไม่? ประชาชนมีช่องทางโต้แย้งหรือไม่? และกรมการขนส่งตรวจสอบขั้นตอนเหล่านั้นได้จริงหรือไม่?
เพราะบทเรียนจากคำพิพากษาปี 2567 ชัดเจนว่า การบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนต้องเดินตามขั้นตอนที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ไม่ใช่อาศัยเพียงข้อมูลในระบบหรือข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของมาตรการใหม่ ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 ว่าระบบที่รัฐบาลประกาศว่าปรับปรุงตามแนวคำพิพากษาศาลปกครองแล้ว จะสามารถบังคับใช้ได้โดยไม่ละเมิดสิทธิของเจ้าของรถ และไม่เกิดข้อพิพาทซ้ำรอยเดิมหรือไม่
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 2682/2567 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2567; กรมการขนส่งทางบก; สำนักงานตำรวจแห่งชาติ; กรมประชาสัมพันธ์ และข้อมูลการลงนาม MOU วันที่ 24 กรกฎาคม 2569
เว็บไซต์ศาลปกครอง
