วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ศึกการเมืองจากปมการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ “คดีฮั้ว สว.” ลุกลามเข้าสู่สมรภูมิกฎหมาย หลัง นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความสิทธิมนุษยชน ออกมาแสดงความคิดเห็นทางกฎหมายต่อกรณีที่บุคคลในพรรคภูมิใจไทยเตรียมหรือเริ่มดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ภายหลังนายยิ่งชีพเปิดข้อมูลพาดพิงนักการเมืองรวม 9 ราย โดยมีชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมอยู่ด้วย
ต้นเรื่องย้อนกลับไปวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายยิ่งชีพนำข้อมูลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการเลือก สว. ยื่นต่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบบุคคลฝ่ายรัฐบาล 9 ราย โดยประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อกล่าวหาและอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ มิใช่ข้อยุติว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงกระทำผิดแล้ว
จากนั้นฝ่ายภูมิใจไทยตอบโต้หนัก โดยมีการประกาศใช้สิทธิทางกฎหมาย ขณะที่นายอนุทินยืนยันว่าจะเดินหน้าฟ้องนายยิ่งชีพต่อไป ส่วน นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาที่จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมยืนยันว่าเป็นการปกป้องสิทธิของตน ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก
แต่ประเด็นที่ทำให้เกมนี้ร้อนขึ้นอีกระดับ คือความเห็นของทนายนรเศรษฐ์ ซึ่งมองว่า หากต้นเหตุเกิดจาก การแถลงข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในสถานที่และเวลาเดียวกัน แม้เนื้อหาจะพาดพิงบุคคลหลายราย ก็มีประเด็นทางกฎหมายให้พิจารณาว่าเป็น “การกระทำกรรมเดียว” หรือไม่
นายนรเศรษฐ์ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า หากเหตุการณ์เดียวถูกนำไปแจ้งความหรือฟ้องร้องแยกกันหลายพื้นที่ หลายศาล เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องเดินทางต่อสู้คดีหลายแห่ง ก็อาจถูกตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินคดี และอาจมีลักษณะของ SLAPP หรือการใช้คดีความเพื่อสร้างภาระและยับยั้งการแสดงความคิดเห็นหรือการตรวจสอบสาธารณะ ตามความเห็นของเขา
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยัง ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล ว่าการดำเนินคดีของนายอนุทินหรือบุคคลในพรรคภูมิใจไทยเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริตหรือเป็น SLAPP จริง การวินิจฉัยว่าคดีต่าง ๆ เป็นกรรมเดียวกัน มีการดำเนินคดีซ้ำซ้อน หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง คำฟ้อง เขตอำนาจศาล และการพิจารณาขององค์กรตุลาการในแต่ละคดี
ขณะที่ฝ่ายพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนอีกด้านว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหามีสิทธิปกป้องชื่อเสียงของตนเอง และมองว่าการนำข้อมูลที่ฝ่ายตนเห็นว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก่อให้เกิดความเสียหาย จึงเลือกใช้กระบวนการทางกฎหมาย
นั่นทำให้ “คดีฮั้ว สว.” ขณะนี้ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า ใครเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. หรือไม่ แต่กำลังแตกออกเป็นอีกสมรภูมิ คือ เส้นแบ่งระหว่างสิทธิในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ กับสิทธิของผู้ถูกพาดพิงในการปกป้องชื่อเสียง
ท้ายที่สุดต้องจับตาทั้งสองเส้นทางพร้อมกัน—หลักฐานเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่หน่วยงานรัฐกำลังพิจารณา และคดีหมิ่นประมาทที่ทยอยเกิดขึ้น เพราะคำตอบสุดท้ายจะต้องมาจาก พยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่คำกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: มติชน, Thai PBS, ประชาไท, คำให้สัมภาษณ์และความเห็นของนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม รวมถึงข้อมูลการยื่นหลักฐานของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ วันที่ 21–25 กรกฎาคม 2569
