ข่าวประจำวัน » ฮือฮา! ย้อนมติ ‘อุดม’ เสียงข้างน้อยคดีปฏิรูปสถาบันฯ แต่ร่วมชี้ขาดหลายคดีสะเทือนการเมือง

ฮือฮา! ย้อนมติ ‘อุดม’ เสียงข้างน้อยคดีปฏิรูปสถาบันฯ แต่ร่วมชี้ขาดหลายคดีสะเทือนการเมือง

16 July 2026
21   0

ฮือฮา! ย้อนมติ ‘อุดม’ เสียงข้างน้อยคดีปฏิรูปสถาบันฯ แต่ร่วมชี้ขาดหลายคดีสะเทือนการเมือง

15 กรกฎาคม 2569

ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ดำรงตำแหน่ง ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ นับเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กรตุลาการที่มีบทบาทสูงต่อการเมืองไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายอุดมมีส่วนร่วมวินิจฉัยคดีสำคัญหลายคดีที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการตีความรัฐธรรมนูญ โดยบางคดีเป็น เสียงข้างน้อยเพียงคนเดียว ขณะที่หลายคดีอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมากของศาล

ย้อน 10 คดีสำคัญ

  1. คดีบ้านพักหลวง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (2 ธันวาคม 2563)

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้พักอาศัยในบ้านพักทหารหลังเกษียณ โดยเห็นว่าเป็นไปตามระเบียบของกองทัพบก

  1. คดีอำนาจรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ (11 มีนาคม 2564)

ศาลมีมติ 8 ต่อ 1 ว่า รัฐสภาสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องจัดให้มีการทำประชามติก่อน โดยนายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

  1. คดี 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ (10 พฤศจิกายน 2564)

เป็นคดีที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เพราะศาลมีมติ 8 ต่อ 1 ว่าการกระทำเข้าข่ายใช้สิทธิเพื่อล้มล้างการปกครอง

อย่างไรก็ตาม นายอุดมเป็นตุลาการเสียงข้างน้อยเพียงคนเดียว โดยเห็นว่า แม้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติ แต่พยานหลักฐานในขณะนั้นยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ

  1. คดีวาระ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ (30 กันยายน 2565)

ศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า วาระนายกรัฐมนตรีให้นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับ ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังดำรงตำแหน่งต่อได้ โดยนายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

  1. คดีหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ (17 มกราคม 2567)

ศาลมีมติ 7 ต่อ 1 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่นายอุดมเป็น เสียงข้างน้อยเพียงคนเดียว โดยเห็นว่า ศักดิ์สยามได้โอนหุ้นและลาออกจากกิจการก่อนเข้ารับตำแหน่ง และไม่มีหลักฐานว่ามีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่บริษัท

  1. คดีหุ้น ITV ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (24 มกราคม 2567)

ศาลมีมติ 8 ต่อ 1 ว่า พิธาไม่สิ้นสุดสมาชิกภาพ สส. นายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

  1. คดียุบพรรคก้าวไกล (7 สิงหาคม 2567)

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี โดยนายอุดมร่วมอยู่ในองค์คณะเสียงเอกฉันท์

ภายหลังคำวินิจฉัย ยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากคำให้สัมภาษณ์เชิงวิชาการของนายอุดม ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้ออกหนังสือชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาเสียดสีหรือกระทบต่อความเป็นอิสระของตุลาการ

  1. คดีถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน (14 สิงหาคม 2567)

ศาลมีมติ 5 ต่อ 4 ให้เศรษฐาพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยนายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

  1. คดีถอดถอน แพทองธาร ชินวัตร (29 สิงหาคม 2568)

ศาลมีมติ 6 ต่อ 3 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งคณะ โดยนายอุดมอยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

  1. คดีการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ (10 กันยายน 2568)

ศาลเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ โดยนายอุดมเห็นว่าควรทำเพียง 2 ครั้ง ขณะที่เสียงข้างมากของศาลวินิจฉัยให้ดำเนินการในลักษณะที่เทียบเท่า 3 ขั้นตอน (โดยสามารถรวมการทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกันได้)

จับตาบทบาทประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

การได้รับเลือกเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญของนายอุดม ทำให้หลายฝ่ายจับตาบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในช่วงต่อจากนี้ เนื่องจากยังมีประเด็นทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่อาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคต

ทั้งนี้ การเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการภายในขององค์คณะตุลาการ และตำแหน่งดังกล่าวมีบทบาทในการบริหารงานของศาล รวมถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามกรอบอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนด

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: ข้อมูลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในแต่ละคดี, การประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 และ THE STANDARD

#ศาลรัฐธรรมนูญ #อุดมสิทธิวิรัชธรรม #ประธานศาลรัฐธรรมนูญ #การเมืองไทย #คำวินิจฉัย #รัฐธรรมนูญ #วิหคนิวส์