หากมองผ่านหลัก REMORA สงครามยูเครนไม่ใช่เรื่องของยูเครน และความขัดแย้งอิหร่านก็ไม่ใช่เรื่องของอิหร่านเพียงอย่างเดียว ทั้งสองคือสนามรบย่อยของการแข่งขันเพื่อกำหนดระเบียบโลกใหม่ในศตวรรษที่ 21 หลังสงครามเย็นโลกเคยอยู่ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาเพียงขั้วเดียว แต่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จีน รัสเซีย อินเดีย และมหาอำนาจภูมิภาคต่างสะสมกำลังอย่างต่อเนื่องจนโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหลายขั้วอำนาจอีกครั้ง ในมุมมองของ REMORA เกมนี้ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือการแข่งขันระหว่างวาฬหลายตัวที่กำลังแย่งกันกำหนดกติกาโลกใหม่
เมื่อวานนี้หรือช่วงปี 2534-2564 เป็นช่วงสะสมพลังของมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกาครองความเป็นผู้นำด้านการเงิน เทคโนโลยี และการทหาร จีนใช้ยุทธศาสตร์เติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างฐานการผลิตโลกและขยายอิทธิพลผ่านโครงการ Belt and Road Initiative รัสเซียใช้พลังงานและกำลังทหารฟื้นสถานะของตน ขณะที่ยุโรปเชื่อว่าการค้าและโลกาภิวัตน์จะลดโอกาสเกิดสงคราม แต่ในความเป็นจริงทุกฝ่ายกำลังสะสมตำแหน่งทางยุทธศาสตร์เหมือนนักลงทุนที่กำลังสะสมหุ้นก่อนเกิดการเปลี่ยนแนวโน้มครั้งใหญ่ของตลาดโลก
วันนี้ สงครามยูเครนได้กลายเป็นแนวรบยุโรป รัสเซียใช้กำลังทหารท้าทายระเบียบความมั่นคงเดิม ขณะที่นาโตกลับมาแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาด ประเทศยุโรปเพิ่มงบประมาณทางทหารและเร่งสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงของตนเอง สงครามโดรน สงครามไซเบอร์ และสงครามข้อมูลกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรบสมัยใหม่ ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลได้เปลี่ยนตะวันออกกลางให้กลายเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำคัญของโลก พลังงาน เส้นทางเดินเรือ และความมั่นคงในภูมิภาคล้วนเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสิ้น
แต่หากถามว่าใครกำลังเฝ้าดูทั้งสองสมรภูมิอย่างใกล้ชิดที่สุด คำตอบอาจเป็นจีน เพราะสำหรับปักกิ่ง ยูเครนคือห้องทดลองของมาตรการคว่ำบาตรและสงครามตัวแทน ส่วนอิหร่านคือห้องทดลองของการบริหารวิกฤตระดับภูมิภาค ขณะที่เอเชียโดยเฉพาะไต้หวัน ทะเลจีนใต้ และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี คือสนามแข่งขันที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงสุดในอนาคต
ในระยะสั้น 1-3 ปี REMORA ประเมินว่ามีสามฉากทัศน์หลัก ฉากทัศน์แรกคือโลกเข้าสู่ยุค Cold War 2.0 อย่างเต็มรูปแบบ โดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรแข่งขันกับจีนและรัสเซียในทุกมิติ ทั้งการค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และอิทธิพลทางการเมือง ฉากทัศน์ที่สองคือการเกิดจุดปะทุในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ทะเลจีนใต้ หรือคาบสมุทรเกาหลี แม้จะไม่พัฒนาเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่เพียงเหตุการณ์ปิดล้อม การเผชิญหน้าทางทะเล หรืออุบัติเหตุทางทหาร ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้เศรษฐกิจโลก ฉากทัศน์ที่สามคือการขยายตัวของสงครามตัวแทน มหาอำนาจยังหลีกเลี่ยงการปะทะกันโดยตรง แต่แข่งขันกันผ่านประเทศหรือภูมิภาคอื่นแทน
ในระยะกลาง 3-10 ปี สนามแข่งขันจะเปลี่ยนจากรถถังและขีปนาวุธไปสู่สงคราม AI สงครามชิป และสงครามข้อมูล ประเทศที่ควบคุมเทคโนโลยีขั้นสูง ศูนย์ข้อมูล พลังงานไฟฟ้า และบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ จะมีอำนาจต่อรองเหนือประเทศอื่นอย่างมหาศาล ห่วงโซ่อุปทานโลกจะถูกจัดระเบียบใหม่ การแข่งขันเพื่อแร่หายาก เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาดจะรุนแรงขึ้นกว่าที่เคย
ในระยะยาว 10-30 ปี โลกมีแนวโน้มเข้าสู่ระบบหลายขั้วอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นมหาอำนาจสำคัญ จีนกลายเป็นคู่แข่งหลัก อินเดียก้าวขึ้นเป็นวาฬตัวใหม่ ยุโรปยังคงมีบทบาทด้านเศรษฐกิจ ขณะที่อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของโลก เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นทางผ่านของการค้าโลก และเป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจทุกฝ่ายต้องการรักษาอิทธิพล
คำถามสำคัญคือ เอเชียจะกลายเป็นยูเครนแห่งใหม่หรือไม่ ในมุมมองของ REMORA คำตอบคืออาจใช่และอาจไม่ใช่ เพราะทุกฝ่ายต่างเห็นต้นทุนมหาศาลของสงครามยูเครนแล้ว จึงมีแนวโน้มเลือกใช้สงครามสีเทามากกว่าสงครามเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสงครามไซเบอร์ สงครามเศรษฐกิจ สงครามข้อมูล สงครามการเงิน และสงคราม AI ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้มหาศาลโดยไม่ต้องส่งกองทัพเข้าปะทะกันโดยตรง
บทสรุปของ REMORA คือ ยูเครนเป็นบทเรียน อิหร่านเป็นบททดสอบ และเอเชียอาจเป็นสนามตัดสินของการแข่งขันมหาอำนาจในศตวรรษนี้ แต่สนามตัดสินที่แท้จริงอาจไม่ใช่แนวรบทางทหาร หากเป็นการแข่งขันเพื่อครอบครองเทคโนโลยี พลังงาน ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เพราะในศตวรรษที่ 21 ผู้ชนะอาจไม่ใช่ประเทศที่มีรถถังมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถควบคุมข้อมูล เทคโนโลยี และระบบเศรษฐกิจของโลกได้มากที่สุด
ดุลย์ จุลกะเศียน นักวิเคราะห์ สำนักข่าววิหคนิวส์ 18 มิถุนายน 2569
#วิหคนิวส์#REMORA#สงครามยูเครน#อิหร่าน#จีน#สหรัฐอเมริกา#รัสเซีย#อินเดีย#เอเชีย#ไต้หวัน#สงครามAI#Geopolitics#GreatPowerCompetition#WorldOrder#FutureOfAsia
