กรุงเทพฯ 28 กรกฎาคม 2569 — การเมืองร้อนขึ้นอีกยก เมื่อ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่าน X ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ร่ายกลอนเหน็บแนมภาพชื่นมื่นของ 3 บุคคลสำคัญที่ถูกสื่อเรียกว่า “2 น.1 พ.” ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ต้นเหตุของศึกคำกลอนครั้งนี้เกิดขึ้นช่วงค่ำ 27 กรกฎาคม 2569 หลังนายอนุทินโพสต์ภาพตัวเองกอดคอนายเนวิน โดยมีนายพิพัฒน์ร่วมเฟรม ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน พร้อมเขียนข้อความประชดข่าวลือว่า “สัมพันธ์ #นนพ ร้าวฉานปาน Crème Brûlée”
ภาพดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงเพื่อสยบกระแสข่าว “2 น.1 พ.” แตกคอกัน
เช้าวันที่ 28 กรกฎาคม นายพิพัฒน์ออกมายืนยันอีกครั้งว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนไม่มีปัญหา รู้จักและทำงานร่วมกันมาประมาณ 20 ปี และยังพบปะพูดคุยกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ พร้อมมองว่าภาพดังกล่าวช่วยลบคำครหาเรื่องความขัดแย้งได้
แต่เกมสยบข่าวร้าวกลับเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองสวนทันที
นายอดิศรนำภาพดังกล่าวมาโพสต์ประกอบกลอนเสียดสี โดยมีวรรคที่ถูกจับตามองอย่างหนักว่า “รักกัน ปานจะกลืน เขากระโดง” ก่อนปิดท้ายด้วยข้อความถึง “สามก้อนเส้า” เนวิน-อนุทิน-พิพัฒน์ ให้ทั้งสาม “รักกันตลอดไป”
คำว่า “เขากระโดง” ทำให้โพสต์นี้มีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าการล้อภาพถ่ายธรรมดา เพราะประเด็นที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นข้อพิพาททางกฎหมายและการเมืองที่ถูกหยิบมาปะทะกันอย่างต่อเนื่อง และนายอดิศรเลือกนำชื่อดังกล่าวมาใช้เป็นถ้อยคำเสียดสีความสัมพันธ์ของทั้งสามคน
ที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ใช่การเปิดศึกครั้งแรกของนายอดิศรในช่วงไม่กี่วัน เพราะเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 เขาเพิ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทินและแกนนำภูมิใจไทยเกี่ยวกับการตอบโต้ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในประเด็นคดีฮั้วเลือก ส.ว.มาแล้ว
สถานการณ์จึงสะท้อนชัดว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง เพื่อไทยกับภูมิใจไทย กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวรบสำคัญของการเมือง ขณะที่ฝ่ายภูมิใจไทยพยายามสยบข่าวความแตกร้าวภายในด้วยภาพ “2 น.1 พ.” ฝ่ายตรงข้ามกลับใช้ภาพเดียวกันเปิดเกมโจมตีต่อทันที
อย่างไรก็ตาม กลอนของนายอดิศรเป็น ความคิดเห็นและการเสียดสีทางการเมืองของเจ้าตัว ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าบุคคลทั้งสามกระทำผิดในกรณีเขากระโดงหรือกรณีอื่นใด การพิจารณาความรับผิดต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง หลักฐาน และกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ
แต่ในสนามการเมือง ภาพที่ตั้งใจใช้ “สยบข่าวร้าว” กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงให้สงครามน้ำลายรอบใหม่ปะทุทันที และชื่อ “เขากระโดง” ก็ถูกลากกลับเข้าสู่สมรภูมิอีกครั้ง
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: มติชน , สยามรัฐ , Thai PBS , PPTV และฐานเศรษฐกิจ
