เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรัฐบาลเข้าร่วมพิธีวางมาลาและสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม เนื่องในวาระครบรอบ 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535
ภายในงานมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ตัวแทนพรรคการเมือง ภาคประชาชน และญาติวีรชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง
นายปริญญา กล่าวว่า แม้เวลาจะผ่านมากว่า 34 ปี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ โดยเฉพาะผู้สูญหายที่ยังไม่กลับบ้านอีกกว่า 500 คน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่มีรายงานจากโรงพยาบาลอยู่ที่ 44 ราย ซึ่งถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ
“เราไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อรำลึกถึงวีรชน แต่เพื่อเรียนรู้ว่าความเห็นต่างทางการเมืองจะต้องไม่นำไปสู่การสูญเสียและการปราบปรามโดยรัฐอีกต่อไป” นายปริญญา กล่าว
นายปริญญา ระบุว่า หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ประเทศไทยเคยก้าวไปสู่การปฏิรูปการเมือง จนนำมาสู่รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบอำนาจรัฐได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 กลับทำให้เส้นทางประชาธิปไตยสะดุด พร้อมตั้งคำถามว่า หากการรัฐประหารยังเกิดขึ้นซ้ำอีก การเสียสละของประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬอาจกลายเป็น “ศูนย์เปล่า”
นายปริญญา ยังกล่าวถึงผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนกว่า 65% เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนฉบับปัจจุบัน โดยเสนอว่า หากจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นแบบในการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะเป็นฉบับที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนมากที่สุด
“ประชาธิปไตยเคยชนะมาแล้วในปี 2535 และเราเคยมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี 2540 ความฝันของผู้คนที่ออกมาต่อสู้ในวันนั้นยังไม่เคยหายไป” นายปริญญา กล่าว
ทั้งนี้ นายปริญญา เปิดเผยอีกว่า ปี 2569 ถือเป็นช่วงนับถอยหลังสู่การครบรอบ 35 ปี เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ โดยในปีหน้าจะมีการเปิดอนุสรณ์สถานอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมรำลึกเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง และส่งต่อบทเรียนประชาธิปไตยให้กับคนรุ่นต่อไป
สำนักข่าววิหคนิวส์
