นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 แสดงความกังวลต่อร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยเห็นว่าอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ
นายธีระชัย ระบุว่า หลายโครงการในแผนใช้งบประมาณ 200,000 ล้านบาทด้านพลังงานทดแทนและการพัฒนาทักษะประชาชน ไม่เข้าข่าย “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 เพราะเป็นงานที่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายรัฐบาลอยู่แล้ว ทั้งการส่งเสริมพลังงานสะอาด การลดก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาทักษะแรงงาน
อดีตรัฐมนตรีคลังยังมองว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินผ่าน พ.ร.ก. เพื่อสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า โซลาร์รูฟท็อป หรือสถานีชาร์จไฟฟ้า เพราะสามารถใช้มาตรการภาษี หรือให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแทนได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐผลักดันโครงการ “หนึ่งชุมชน-หนึ่งโซลาร์” โดยให้ธนาคารของรัฐสนับสนุนสินเชื่อแก่ชุมชนเพื่อสร้างโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่ของตนเอง ลดต้นทุนพลังงานระยะยาว และสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น
สำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชนวงเงินอีก 200,000 ล้านบาท นายธีระชัย เห็นว่ารัฐควรช่วยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเท่านั้น และไม่ควรนำเงินกู้มาอุดหนุนภาคธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการได้อยู่แล้ว
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันที่ได้กำไรสูงจากวิกฤตพลังงาน แทนการกู้หนี้สาธารณะเพิ่มเติม
นายธีระชัย ยังเสนอแนวทางลดค่าครองชีพประชาชน ด้วยการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ทั้งการปรับสูตรราคาน้ำมัน การจัดสรรก๊าซจากอ่าวไทยให้ประชาชนใช้ก่อนภาคอุตสาหกรรม และการปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าให้ยึดราคาต่ำสุดเป็นหลัก
รวมถึงเสนอให้จัดตั้ง “องค์กรก๊าซแห่งชาติ” เพื่อให้รัฐกลับมาถือสิทธิบริหารก๊าซจากอ่าวไทยโดยตรง โดยย้ำว่ารัฐบาลควรพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลอย่างรอบคอบ ก่อนเดินหน้าร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฉบับดังกล่าว
สำนักข่าววิหคนิวส์
