วันที่ 25 ม.ค. 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัย ณ ที่ว่าการอำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เปิดโปงความผิดปกติในกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐบาล MOA โดยระบุถึงการพยายามปิดบังข้อมูลกรณีอัยการตีกลับสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.
นายณัฐวุฒิเริ่มจากการเท้าความถึงที่มาของปัญหาว่า สว. ชุดนี้คือผลพวงจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยคณะรัฐประหารปี 2557 ซึ่งมีเจตนาชัดเจนในการสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย และกำหนดให้มี สว. มาจากการเลือกกันเองเพื่อไปรวมกับ สส. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อFB / พรรคเพื่อไทย
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย
แต่ปรากฏว่ากระบวนการเลือกกลับเต็มไปด้วยหลักฐานการทุจริตและการฮั้วอย่างแพร่หลาย มีการใช้คนและเม็ดเงินมหาศาลทำกันเป็นขบวนการ จนนำไปสู่การสอบสวนโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ถูกกล่าวหาสูงถึง 1,200 คน
ในระหว่างที่คดีกำลังดำเนินไป พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากพรรคการเมืองที่ตกเป็นจำเลยในคดีนี้คือ “พรรคสีน้ำเงิน” แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนกลายเป็นรัฐบาล MOA ที่ “สีส้มแบกสีน้ำเงิน” ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ซึ่งตนได้เคยเตือนไว้แล้วว่านี่คือการทำลายหลักนิติธรรมของบ้านเมือง แต่ฝ่ายสีส้มก็ยังคงเดินหน้ายกมือสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลชุดนี้ขึ้น
นายณัฐวุฒิเปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา อัยการคดีพิเศษได้ทำหนังสือส่งสำนวนกลับไปยังดีเอสไอ เนื่องจากพบความผิดปกติอย่างร้ายแรงในสำนวนคดีฮั้ว สว. ดังนี้
การเลือกปฏิบัติ – มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 คน จากทั้งหมด 1,200 คน โดยกันตัวการใหญ่และแกนนำพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลออกจากการเป็นจำเลยทั้งหมด
สำนวนไม่สมบูรณ์ – มีการตั้งข้อหาฐาน “ฟอกเงิน” โดยที่ยังทำคดีมูลฐานหลัก คือ “คดีฮั้ว” และ “อั้งยี่ซ่องโจร” ไม่เสร็จสิ้น ซึ่งตามกฎหมายต้องดำเนินการไปพร้อมกันและครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่แยกขายปลีกเพียงไม่กี่คนเพื่อให้ตัวใหญ่รอดพ้นผิด
“หนังสือออกตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.วันนี้ 25 ม.ค. ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์กว่าเรื่องยังเงียบกริบ ใครจงใจปิดเรื่องนี้ไว้? คุณจะเอาอำนาจมาปิดหูปิดตาประชาชนได้อย่างไร นี่คือผลกระทบและระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA” นายณัฐวุฒิกล่าว
นายณัฐวุฒิได้ตั้งคำถามโดยตรงไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าได้รับรายงานเรื่องนี้จากกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าสำนวนคดีอ่อนและมีเจตนากันตัวใหญ่ออกจากคดี หากไม่ทราบก็ขอให้ทราบผ่านการปราศรัยนี้พร้อมกันนี้ยังได้ฝากถึงพรรคสีส้มว่า แม้ท่านอาจจะอ้างว่าไม่ทราบเรื่อง แต่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ร่วมวางระเบิดเวลานี้ไว้ ตนเตือนเรื่องการตั้งรัฐบาลแบบนี้จนเครียดจนผมร่วง แต่ท่านกลับทำเป็น “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่”
นายณัฐวุฒิกล่าวทิ้งท้ายด้วยการขอแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวชัยภูมิให้ร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของชาติและกระบวนการยุติธรรม พร้อมชื่นชมสำนักงานอัยการที่ยังยึดถือความถูกต้องและตีกลับสำนวนที่ไม่ชอบมาพากลนี้
