อัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดอุดรธานี
ผู้ก่อตั้งโครงการคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ (Innocence Project Thailand)
ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง ได้เขียนบทความนี้ไม่ได้ต้องการชี้ชัดว่าระหว่างครูปรีชาและหมวดจรูญใครจะเป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวจริงและมีสิทธิ์ได้เงินรางวัล 30 ล้านในที่สุด แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสะท้อนปัญหาว่าปัญหาการบิดเบือนความจริงในกระบวนการยุติธรรมนั้นเกิดขึ้นอย่างซ้ำซากเช่นนี้มานาน เกิดขึ้นในทุกท้องที่ของประเทศไทย และยังคงจะเกิดขึ้นต่อไปไม่สิ้นสุด ตราบใดที่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมยังทำแบบงูๆ ปลาๆ เช่นนี้
การสอบสวนเป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานที่ตำรวจจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งสำนวนต่อให้อัยการใช้ในการฟ้องร้องดำเนินคดีผู้กระทำความผิด ตามหลักสากลของนานาอารยประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือ เป็นเพียงผู้ช่วยอัยการในการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยจะต้องทำสำนวนให้รัดกุมถูกต้องตามความเป็นจริงเพื่ออัยการจะนำพยานหลักฐานไปนำสืบต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาให้ปราศจากข้อสงสัยเพื่อให้ศาลลงโทษได้
ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ ล้วนให้ความสำคัญอย่างที่สุดในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุเพราะพยานหลักฐานที่รวบรวมเหล่านี้จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทั้งอัยการและผู้พิพากษาจะใช้ในการดำเนินคดีและพิพากษาลงโทษต่อไป ประเทศเหล่านี้จะไม่ยอมให้หน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียวที่มีอิสรเสรีในการรวบรวม ตกแต่ง ตัดตอน บิดเบือน หรือสร้างพยานหลักฐานเท็จอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจเพียงลำพังแบบประเทศไทย โดยจะมีทั้งหน่วยพิสูจน์หลักฐานที่มีอิสระจากการสั่งการของตำรวจไปเก็บพยานหลักฐานตามความเป็นจริง มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องที่เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ มีพนักงานอัยการที่จะต้องตรวจสอบข้อกล่าวหา (Accusation) ของตำรวจและเป็นผู้ตัดสินใจในการแจ้งฐานความผิด (Charge) เพื่อฟ้องคดี
โดยอัยการสามารถไปตรวจสอบพยานหลักฐานด้วยตนเองหากมีเหตุจำเป็น เช่น ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบหรือเป็นคดีร้ายแรงที่สำคัญ เป็นต้น และอัยการสามารถสั่งให้ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานใดๆ ที่ประชาชนร้องขอเพื่อความยุติธรรมได้ทันทีไม่ต้องรอจนกว่าตำรวจจะส่งสำนวนซึ่งจะล่าช้าเกินไป เพราะพยานหลักฐานสำคัญบางอย่างอาจสูญหายหรือถูกทำลายไปโดยมิชอบ เช่น คราบเขม่าดินปืน คราบเลือด คราบของเหลวหรือคราบอสุจิ ภาพจากกล้องวงจรปิด เป็นต้น
สังคมไทยควรตระหนักและเรียนรู้จากคดีหวย 30 ล้านว่าการที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแต่เพียงหน่วยงานเดียวมีสิทธิ์แต่เพียงลำพังในการรู้เห็นพยานหลักฐานและมีอิสรเสรีในการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างไรก็ได้โดยปราศจากการควบคุมตรวจสอบจากอัยการและหน่วยงานต่างๆ นั้น เป็นอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และอาจทำลายความยุติธรรมในชั้นศาลได้ในที่สุด คดีนี้หากสื่อมวลชนหรือทนายฝ่ายหมวดจรูญไม่ลงพื้นที่ตรวจสอบพยานหลักฐาน ป่านนี้การรวบรวมพยานหลักฐานคงจะเสร็จสมอารมณ์หมายตามทิศทางของตำรวจผู้ทำคดีตั้งแต่แรกไปแล้ว
ระบบกฎหมายไทยในปัจจุบันอัยการท้องที่เกิดเหตุผู้มีหน้าที่ดำเนินคดีต่อไปจะทำได้เพียงเฝ้ารอหน้าจอทีวีติดตามข่าวและหาข้อมูลไปพร้อมๆ กับชาวบ้าน เพราะอัยการไม่มีอำนาจและโอกาสที่จะเข้าไปรับรู้หรือไปตรวจสอบพยานหลักฐานของตำรวจตั้งแต่เกิดเหตุ และต้องรอจนกว่าตำรวจผู้ทำสำนวนคดีจะรวบรวมหลักฐานเสร็จสมอารมณ์หมายแบบไหนและต้องการให้คดีเดินในทิศทางอย่างไร กล่าวได้ว่า “ไม่มีระบบกฎหมายประเทศใดในโลกที่อัยการจะถูกตำรวจแหกตาได้ง่ายดายและบ่อยครั้งเท่ากับประเทศไทยอีกแล้ว”
ผมขอยกเหตุการณ์ที่ได้ประสบพบเจอด้วยตนเองมาเล่าสู่กันฟังอีกสักเรื่อง ประมาณปี 2541 ที่จังหวัดกาญจนบุรี เช้าตรู่เวลาประมาณ 05.30 น. นายเนย เชียงกลาง คนงานก่อสร้างโครงการข้างๆ บ้านได้เข้ามาแอบซ่อนตัวในบริเวณบ้านผม สุนัขเห่าเสียงดังผมและพ่อจึงได้พาตัวนายเนยไปส่งบ้านพักคนงาน โดยนายเนยยินยอมไปแต่โดยดีไม่มีท่าทีขัดขืน ผมได้เรียกตำรวจมานำตัวนายเนยไปโรงพักเพื่อรอให้หัวหน้าคนงานมาตักเตือนรับรองความประพฤติ ไม่ได้ประสงค์จะดำเนินคดีใดๆ ปรากฏว่าเวลาประมาณ 08.00 น. นายเนย เชียงกลาง ถึงแก่ความตายในห้องขัง ชาวบ้านเตรียมจะแห่ศพประท้วงเป็นข่าวดังสามารถหาสืบค้นได้ ต่อมาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย ร.ต.ท.คนหนึ่ง นำกำลังตำรวจเต็มคันรถเข้ามาที่บ้าน สั่งให้พ่อผมชี้บริเวณกำแพงที่นายเนยแอบซ่อนตัวและถ่ายรูปพ่อไว้เป็นหลักฐาน พร้อมพูดขึ้นมาว่า “นายเนยตายเพราะถูกอัดลำตัวติดกำแพงตามจุดที่พ่อผมนำชี้ในรูปถ่ายนั้น”
ในขณะนั้นผมเป็นนักเรียนกฎหมายรอสอบอัยการจึงชี้หน้า ร.ต.ท.คนที่พูดนั้นทันทีว่า นายเนยมีสภาพปกติในขณะที่ผมพาตัวไปที่บ้านพักคนงาน และมีคนงานมากมายเป็นพยาน ผมจะเอาเรื่องคุณให้ถึงที่สุดหากมายัดข้อหาพ่อผมแบบนี้ ร.ต.ท.คนนั้นถอยทัพไป และในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นมานั่งรอยกมือไหว้ขอร้องผมว่าอย่าเอาเรื่องเอาความ
ทราบภายหลังว่านายเนยถูกคนในห้องขังทำร้ายตายและเป็นความรับผิดชอบของตำรวจที่ปล่อยปละละเลย ผมสงสัยว่าแค่ความต้องการพ้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ มันมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดถึงขนาดยัดข้อหาฆ่าคนตายและทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์หนึ่งคนได้เลยหรือ? หากผมไม่ไหวตัวทันพ่อคงเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายไปแล้ว
แม้ประสบการณ์การทำงานตนเองจะพบเจอการยัดข้อหาประชาชนมาแล้วมากมายทำให้ต้องยื่นมือช่วยเหลือประชาชนคนบริสุทธิ์มาโดยตลอด แต่ไม่นึกว่าเหตุการณ์ผ่านไป 20 ปี ผมจะต้องเอาเรื่องการที่ของพ่อตนเองเกือบถูกตำรวจเลวๆ คนหนึ่งพยายามจะยัดข้อหามาเขียนเป็นอุทาหรณ์เพื่อประกอบการดำเนินการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในวันนี้ ประชาชนคนไทยจะต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างโดดเดี่ยวไม่มีอัยการมาปกป้องดูแล และต้องเจ็บปวดจากการที่มีเพียงหน่วยงานเดียวเพียงลำพังมีอิสร เสรี ในการรวบรวม ตัดตอน ตกแต่ง บิดเบือน หรือสร้างพยานหลักฐานเท็จอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจเช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร!!!!.
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ คอลัมน์: เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ: Monday, Feb 26 , 2018
สำนักข่าววิหคนิวส์




