นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความคิดเห็นต่อมาตรการลดราคาน้ำมัน E20 และดีเซล B20 โดยตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการดังกล่าวอาจช่วยลดภาระประชาชนได้ไม่มาก เนื่องจากน้ำมันทั้งสองประเภทมีปริมาณการใช้ต่ำกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
นายกรณ์ระบุว่า ดีเซล B20 มีปริมาณการใช้ประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ดีเซล B7 มีการใช้ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน ส่วน E20 มีปริมาณการใช้ราว 6 ล้านลิตรต่อวัน เทียบกับกลุ่มแก๊สโซฮอล์ที่มีการใช้ประมาณ 31 ล้านลิตรต่อวัน จึงตั้งคำถามถึงประสิทธิผลของมาตรการลดราคาที่มุ่งเน้นเชื้อเพลิงสองประเภทนี้
จี้แก้โครงสร้างราคาน้ำมัน
นายกรณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการแก้ไขคือวิธีคำนวณราคาน้ำมันที่ผลิตและกลั่นในประเทศไทย ซึ่งยังอิงราคาตลาดสิงคโปร์ โดยตั้งข้อสังเกตว่าส่วนต่างระหว่างราคาดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบสูงกว่าระดับปกติถึง 3–4 เท่าในช่วงที่กล่าวถึง
เขามองว่าส่วนต่างดังกล่าวสะท้อนประเด็นเรื่องค่าการกลั่นและต้นทุนราคาน้ำมันที่ควรได้รับการตรวจสอบ พร้อมระบุว่าราคาน้ำมันขายปลีกยังอยู่ในระดับสูง แม้ประเทศไทยจะมีโรงกลั่นภายในประเทศก็ตาม
ทวงคำมั่นปฏิรูปสูตรราคา
นายกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เคยแสดงความเห็นในรัฐสภาว่าการอ้างอิงราคาสิงคโปร์อาจไม่เป็นธรรมต่อประชาชนไทย แต่จนถึงขณะนี้ มาตรการที่ดำเนินการยังเน้นการขอส่วนลดจากโรงกลั่น ขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างราคาที่โปร่งใสและเป็นธรรมยังไม่ปรากฏความคืบหน้าตามที่เขาคาดหวัง
ทั้งนี้ ตัวเลขปริมาณการใช้น้ำมันและข้อกล่าวถึงส่วนต่างราคาเป็นข้อมูลและข้อสังเกตที่นายกรณ์นำมาใช้ประกอบการวิจารณ์มาตรการของรัฐบาล โดยประเด็นโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าการกลั่นยังต้องพิจารณาจากข้อมูลต้นทุนและหลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่เกี่ยวข้อง
สำนักข่าววิหคนิวส์
วิหคเงา รายงาน
อ้างอิง: คำชี้แจงของนายกรณ์ จาติกวณิช
#กรณ์จาติกวณิช #พรรคประชาธิปัตย์ #ราคาน้ำมัน #ค่าการกลั่น #E20 #B20 #เศรษฐกิจไทย #VihokNews
