18 กันยายน 2569
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ยกข้อกล่าวหาบางส่วนในคดีที่เรียกว่า “คดีฮั้ว สว.” โดยระบุว่า แม้มติของ กกต. จะจบ แต่เรื่องยังไม่จบ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจของ กกต. กับการตรวจสอบโดยศาลฎีกา
พ.ต.อ.ทวีระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ กกต.มีมติยก ได้แก่ กรณีกรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการเพื่อช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครรายใดไม่ได้รับเลือก รวมถึงกรณีผู้สมัครซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็น สว. ยินยอมให้บุคคลทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือก
ประเด็นที่ พ.ต.อ.ทวียกขึ้นมา คือ กรณี กกต. มีมติกันสมาชิกวุฒิสภา 2 คน ได้แก่ พยานรหัส 21/26 และพยานรหัส 22/26 ไว้เป็นพยาน
สำหรับพยานรหัส 21/26 พ.ต.อ.ทวีระบุว่า เป็นผู้สมัครกลุ่มที่ 3 กลุ่มการศึกษา หมายเลข 150 ได้ 30 คะแนนในรอบเลือกกันเอง และ 69 คะแนนในรอบเลือกไขว้ เป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม
จากข้อมูลที่ พ.ต.อ.ทวีนำเสนอ ระบุว่าผลการตรวจสอบพบการลงคะแนนชุดหมายเลขเดียวกันเรียงตรงกันทั้ง 10 หมายเลข จำนวน 16 ใบ โดยมีหมายเลข 150 รวมอยู่ด้วย และตามบันทึกการไต่สวน พยานให้ถ้อยคำว่าหมายเลขของตนถูกบรรจุไว้ในโพยทั้งรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้ พร้อมระบุว่าเข้าใจว่าคะแนนสูงสุดที่ได้รับมาจาก “โพยฮั้วหรือเลขชุด” ซึ่งจัดทำขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ส่วนพยานรหัส 22/26 เป็นผู้สมัครกลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ หมายเลข 5 ได้ 39 คะแนนในรอบเลือกกันเอง และ 70 คะแนนในรอบเลือกไขว้ เป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม
พ.ต.อ.ทวีระบุว่า ผลการตรวจสอบพบการลงคะแนนชุดหมายเลขเดียวกันเรียงตรงกันทั้ง 10 หมายเลข จำนวน 19 ใบ โดยมีหมายเลข 5 รวมอยู่ด้วย
นอกจากนี้ ตามเอกสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อ พยานให้ถ้อยคำว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศประมาณ 30 กว่าคน ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการอธิบายวิธีลงคะแนนและแจกเอกสารแนะนำตัว สว.3 ซึ่งกรอกหมายเลขไว้ล่วงหน้า
แม้พยานระบุว่าไม่ได้ร่วมจัดทำโพย แต่ยอมรับว่าหมายเลขของตนอยู่ในเลขชุด และเข้าใจว่าคะแนนจำนวนมากที่ได้รับมาจาก “โพยฮั้วหรือเลขชุดที่จัดทำขึ้น”
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ถ้อยคำของพยานทั้งสองเชื่อมโยงกับโพยหรือเลขชุด และอธิบายที่มาของคะแนน เมื่อประกอบกับผลคะแนนและรูปแบบการลงคะแนนที่ตรงกัน จึงเห็นว่าเป็นข้อมูลที่ควรนำไปพิจารณาประกอบ
สำหรับ มาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกันบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดไว้เป็นพยาน หากข้อมูล การชี้เบาะแส หรือคำให้การของบุคคลนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำความผิดคนอื่นที่เป็นตัวการสำคัญ และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำความผิดได้
พ.ต.อ.ทวีระบุว่า การกันบุคคลไว้เป็นพยานตามมาตรา 65 มีผลต่อการดำเนินคดีอาญา แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจะหมดไป และเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับการได้รับเลือกโดยสุจริตและเที่ยงธรรมยังสามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้
พ.ต.อ.ทวีกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อ กกต.มีมติกันสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองคนไว้เป็นพยาน ประกอบกับถ้อยคำที่ปรากฏในสำนวนและรูปแบบคะแนนที่นำเสนอ จึงเห็นว่า กกต. ควรยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองคนด้วย
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง / สยามรัฐ / โพสต์ทูเดย์ / มติชนสุดสัปดาห์
#ทวีสอดส่อง #พรรคประชาชาติ #กกต #คดีฮั้วสว #เลือกตั้งสว #ศาลฎีกา #มาตรา65 #การเมือง #สำนักข่าววิหคนิวส์
