กรุงเทพฯ — 3 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง ชี้หากรายได้ประชาชนและภาคธุรกิจลดลง อาจตามมาด้วยปัญหา หนี้เสีย และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคในอนาคต
นายวิทัยกล่าวในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “นโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ภายในงานสัมมนา “Beyond ESG Thailand Transition # เปลี่ยนอนาคตประเทศ” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ภารกิจของนโยบายการเงินคือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค 3 ด้าน ได้แก่ เสถียรภาพด้านราคา เสถียรภาพระบบการเงิน และเสถียรภาพระบบการชำระเงิน
ในส่วนของระบบการเงิน นายวิทัยระบุว่า ปัจจุบันสถาบันการเงินไทยยังมีความแข็งแกร่ง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS สูงกว่า 20% เทียบกับเกณฑ์กำหนดที่ 11% ขณะที่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและกำไรอยู่ในระดับต่ำ
แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่ การเติบโตของเศรษฐกิจไทย
นายวิทัยระบุว่า ก่อนปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 7% ก่อนลดลงเหลือเฉลี่ย 5.3% หลังปี 2540 และในช่วงโควิด-19 การขยายตัวลดลงเหลือเฉลี่ยประมาณ 2.4%
สำหรับปี 2569 ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 2.3%
ผู้ว่าการ ธปท. เตือนว่า หากเศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำ รายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจจะลดลง และท้ายที่สุดอาจกลายเป็นปัญหา หนี้เสีย ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคได้ในอนาคต
💥 ดอกเบี้ยนโยบาย 1% ยังเหมาะสม
นายวิทัยระบุว่า เครื่องมือนโยบายการเงินหลักของ ธปท. คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1%
ระดับดังกล่าวถือว่าต่ำ แต่ ธปท. ประเมินว่ายังเหมาะสมกับการประคองเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์ช็อกที่รุนแรงและจำเป็น ธปท. ยังสามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีกประมาณ 0.5% ซึ่งจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตโควิด-19
แต่หากสถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป นายวิทัยระบุว่า การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจไม่เหมาะสม เนื่องจากดอกเบี้ยที่ต่ำลงย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงินด้วย
⚡ ดอกเบี้ยแก้ปัญหาได้จำกัด
นายวิทัยย้ำว่า การส่งผ่านผลของดอกเบี้ยไปยังเศรษฐกิจต้องใช้เวลา โดยอาจทอดยาวประมาณ 8–12 เดือน และไม่สามารถใช้แก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ทั้งหมด
ท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอน ไทยจึงจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่น หรือ Resilience เพื่อรองรับแรงกระแทก พร้อมปรับตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือ Transform
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุด้วยว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ และไม่สามารถใช้มาตรการเพียงมาตรการเดียวแล้วแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
🔎 4 เรื่องใหญ่ ธปท. เร่งแก้
นายวิทัยเปิดเผยว่า ตลอดช่วงประมาณ 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ขยายบทบาทในการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ใน 4 ด้าน ได้แก่
1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน
2. การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และประชาชนรายย่อย
3. ความเป็นธรรม หรือ Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน
4. ปัญหาเงินเทาและการทุจริตคอร์รัปชัน
นอกจากนี้ ธปท. ยังเตรียมเข้าไปกำกับดูแลธุรกิจ ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง หรือ BNPL โดยมีแผนเปิดรับฟังความคิดเห็นภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าจะสามารถออกหลักเกณฑ์และใบอนุญาตใหม่ได้ใน ไตรมาส 4 ปี 2569
🚨 จับตา Non-Bank กว่า 3,600 ราย
อีกประเด็นสำคัญคือการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-Bank
นายวิทัยระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวมากกว่า 3,600 ราย ครอบคลุม 24 ประเภท
เมื่อพิจารณาจากจำนวนบัญชี Non-Bank มีสัดส่วนสูงถึง 75% ขณะที่มีสัดส่วนปริมาณสินเชื่อประมาณ 55%
เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือ SFIs ซึ่งมีสัดส่วนบัญชีประมาณ 25% และปริมาณสินเชื่อประมาณ 45%
ตัวเลขดังกล่าวทำให้การกำกับดูแล Non-Bank กลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินของประเทศ
ภาพรวมที่ผู้ว่าการ ธปท. ส่งสัญญาณจึงชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตในระดับต่ำ ขณะที่ปัญหารายได้ หนี้ครัวเรือน และหนี้เสียยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งจัดการ
ขณะเดียวกัน เครื่องมือดอกเบี้ยยังมีพื้นที่รองรับแรงกระแทก หากเกิดสถานการณ์ช็อก โดยสามารถลดได้อีก 0.5% แต่การแก้ปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กันไป
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: สำนักข่าวอิศรา — รายงานการบรรยายพิเศษของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 3 กันยายน 2569
#ธนาคารแห่งประเทศไทย #ธปท #วิทัยรัตนากร #เศรษฐกิจไทย #GDP #หนี้เสีย #ดอกเบี้ยนโยบาย #หนี้ครัวเรือน #SME #NonBank #BNPL #เศรษฐกิจ2569 #การเงิน #ประเทศไทย #วิหคนิวส์
