ตลาดหุ้นจีนเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงเปิดการซื้อขายวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดยมีรายงานว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหุ้นจีนหายไปมากกว่า 1.58 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 237,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 8 ล้านล้านบาท ภายใน 15 นาทีแรกของการซื้อขาย
แรงขายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังดัชนี Shanghai Composite ปรับตัวลดลงประมาณ 1.5% ในช่วงเปิดตลาด ขณะที่ดัชนี CSI 300 ซึ่งติดตามหุ้นขนาดใหญ่ 300 บริษัทในตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น ปรับตัวลดลงประมาณ 1% ในช่วงต้นการซื้อขาย
เหตุการณ์นี้สะท้อนแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นจีน แม้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลจะออกมาตรการพยุงตลาดหลายด้าน แต่แรงขายยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
หุ้นเทคโนโลยีและ AI ถูกเทขายหนัก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่อง หลังนักลงทุนเริ่มประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ชิปประมวลผล และธุรกิจเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูง
ดัชนี STAR 50 ซึ่งติดตามหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำในตลาด STAR Market ของจีน ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับระดับสูงสุดก่อนหน้า สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการและความสามารถในการสร้างกำไรของบริษัทเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน ความอ่อนแอของการบริโภคภายในประเทศและปัญหาหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นปัจจัยที่กดดันภาพรวมเศรษฐกิจจีน
CSI 300 ร่วง 8.5% ในเดือนตุลาคม หนักสุดในรอบกว่า 10 ปี
ก่อนเกิดแรงเทขายในวันที่ 3 พฤศจิกายน ดัชนี CSI 300 เพิ่งเผชิญเดือนตุลาคมที่ย่ำแย่ โดยปรับตัวลดลงประมาณ 8.5% ถือเป็นการปรับตัวลงรายเดือนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2559
นอกจากนี้ ดัชนียังปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงขาลงที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ของดัชนีดังกล่าว ตามรายงานข่าวตลาดทุน
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นเทคโนโลยี แต่ยังลุกลามไปยังหุ้นพลังงานและหุ้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนและทิศทางเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป
รัฐบาลจีนเร่งอัดมาตรการพยุงตลาด แต่ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางจีนและหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนประกาศมาตรการเพิ่มสภาพคล่องเพื่อช่วยพยุงตลาดหุ้น
มาตรการสำคัญประกอบด้วยการดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เพื่อเพิ่มเงินทุนให้สถาบันการเงินนำไปลงทุนในตลาดหุ้น การปรับปรุงโครงการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน และการส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่เข้าซื้อหุ้นของตนเอง
ธนาคารกลางจีนยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยในโครงการสินเชื่อสนับสนุนการซื้อหุ้นคืนจาก 1.25% เหลือ 1% เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินการซื้อหุ้นคืน
อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาได้อย่างชัดเจน
จับตาผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก
สถานการณ์ตลาดหุ้นจีนเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตาม เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
หากแรงเทขายยังดำเนินต่อไป อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงการประเมินความเสี่ยงของสินทรัพย์ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การลดลงของมูลค่าตลาดในช่วงเปิดซื้อขายไม่ได้หมายความว่าเงินสดจำนวนดังกล่าวถูกถอนออกจากระบบทั้งหมด แต่เป็นการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ที่ลดลงตามราคาหุ้นในขณะนั้น
ขณะนี้นักลงทุนกำลังจับตาว่ามาตรการพยุงตลาดของรัฐบาลจีนจะสามารถหยุดแรงขายและฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือไม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจภายในประเทศ หุ้นเทคโนโลยี และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Business Upturn, Reuters, TradingView และรายงานตลาดหุ้นจีน วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569
#หุ้นจีน #ตลาดหุ้นจีน #CSI300 #ShanghaiComposite #ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ #เศรษฐกิจจีน #หุ้นเทคโนโลยี #หุ้นAI #ตลาดทุนโลก #สำนักข่าววิหคนิวส์
