วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น.
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมคณะกลุ่ม สว.สำรอง ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และประชาชนผู้เรียกร้องความเป็นธรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อเร่งรัดการพิจารณาคดีทุจริตการเลือก สว. พร้อมเรียกร้องให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ผู้เกี่ยวข้อง และเปิดเผยพยานหลักฐานกรณี 138 สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก สว.
พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า ขณะนี้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจำนวนมากสะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์การทุจริตที่เชื่อมโยงกับ “โพยฮั้ว” ซึ่งมีรายชื่อ สว. 138 คน ปรากฏอยู่ในโพย 140 หมายเลข ที่ถูกจัดทำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ ถือเป็นผลผลิตของกระบวนการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต
เขาย้ำว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จะต้องเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิผู้เกี่ยวข้องโดยไม่ชักช้า
พล.ต.ท.คำรบ ยังเปรียบเทียบกับกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นในอดีต ซึ่งแม้ผู้สอบผ่านโดยสุจริตก็ยังถูกเพิกถอนสิทธิ เนื่องจากกระบวนการสอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นเดียวกับการเลือก สว. หากกระบวนการไม่สุจริต ก็ต้องดำเนินการเพิกถอนทั้งระบบ
พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ใน 7 ข้อหาสำคัญ ทั้งการจ้างสมัคร จัดเลี้ยง และจ่ายเงินให้ผู้ลงคะแนน มีพยานบุคคลกว่า 700 ปาก รวมถึงหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงิน คาดว่าจะมีผู้ถูกดำเนินคดีอาญาไม่น้อยกว่า 20-30 คน และยังพบความเชื่อมโยงกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองราว 22 คน
นอกจากนี้ พล.ต.ท.คำรบ ยังแสดงความกังวลต่อความเป็นกลางของ กกต. โดยระบุว่า กกต. 4 คน ได้รับการเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดที่กำลังถูกร้องเรียน ส่วน นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. อีกหนึ่งราย กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน จึงเรียกร้องให้ถอนตัวจากการร่วมพิจารณาคดี เพื่อป้องกันข้อครหาว่าการลงมติอาจไม่เป็นธรรม
พร้อมเตือน กกต. และเจ้าหน้าที่ว่า หากละเว้นหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และตามกฎหมายว่าด้วย กกต. ยังมีโทษจำคุกเพิ่มเติม จึงขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และยึดหลักนิติธรรม
ด้าน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋นบุรีรัมย์” ระบุว่า การเดินทางมาครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะคดีฮั้ว สว. กลับมาได้รับความสนใจ แต่เป็นการคัดค้านกรณีที่ กกต. ออกมาขู่ดำเนินคดีกับประชาชนที่เปิดเผยข้อมูลหรือพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดี
ทนายอั๋นกล่าวว่า หาก กกต. จะฟ้องร้อง ขอให้ฟ้องตนเอง พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จัดตั้งระบบคุ้มครองพยานเช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ ที่ดำเนินการคุ้มครองผู้เปิดโปงการทุจริต และดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดอย่างจริงจัง
เขายังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน และกระแสข่าวเรื่องผลการลงมติของ กกต. ที่อาจมีการยกคำร้องด้วยคะแนน 4 ต่อ 3 หรือ 5 ต่อ 2 จนทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระแห่งนี้
พร้อมอ้างถึงข้อมูลที่มีการเผยแพร่ว่า ก่อนการเลือก สว. มีบุคคลบางกลุ่มได้รับทราบรายละเอียดระเบียบวิธีการเลือกตั้งล่วงหน้า จนนำไปสู่การออกแบบสูตรการลงคะแนน ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นต้นตอของกระบวนการฮั้ว
ช่วงท้าย ทนายอั๋นกล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรง วิจารณ์การทำงานของ กกต. ว่าเข้มงวดกับประชาชน แต่กลับอ่อนข้อให้กับขบวนการฮั้ว พร้อมยืนยันว่า หากกระบวนการยุติธรรมไม่เกิดขึ้นที่ กกต. การต่อสู้จะเดินหน้าต่อในชั้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ข้อมูลจากคำแถลงของ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว, นายภัทรพงศ์ ศุภักษร (ทนายอั๋นบุรีรัมย์) และการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569
