30 กันยายน 2569
กลายเป็นอีกประเด็นการเมืองที่ถูกจับตามอง ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร หลังนายสมภพ พอดี ซึ่งสื่อหลายสำนักระบุว่าเป็นนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ข้อความถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกร้องให้ตรวจสอบการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร และพิจารณาความรับผิดชอบของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ประเด็นสำคัญที่นายสมภพหยิบยกขึ้นมา คือข้อมูลจำนวนสถานีสูบน้ำที่กำลังทำงานในช่วงวันที่ 28–29 กันยายน 2569 โดยอ้างอิงระบบข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร
ตามข้อความที่เผยแพร่ ระบุว่า วันที่ 28 กันยายน เวลา 11.40 น. จากสถานีสูบน้ำ 172 สถานี มีสถานีที่กำลังทำงาน 43 สถานี หรือ 25%
เวลา 17.40 น. ลดลงเหลือ 37 สถานี หรือ 21.5%
เวลา 21.40 น. เหลือ 30 สถานี หรือ 17.4%
และวันที่ 29 กันยายน เวลา 07.00 น. มีสถานีที่กำลังทำงาน 33 สถานี หรือ 19.2%
นายสมภพนำตัวเลขดังกล่าวมาเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่า เหตุใดในช่วงที่ประชาชนหลายพื้นที่กำลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จำนวนสถานีที่แสดงสถานะกำลังทำงานจึงอยู่ในระดับดังกล่าว พร้อมเสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้บริหาร กทม. หากพบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง โดยข้อกล่าวหาและข้อเสนอเรื่องความรับผิดทางกฎหมายดังกล่าวยังเป็นความเห็นและข้อเรียกร้องของนายสมภพ ไม่ใช่ข้อวินิจฉัยของศาลหรือข้อสรุปของหน่วยงานรัฐ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข “สถานีที่กำลังทำงาน” ไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่า สถานีที่เหลือเสียหรือใช้งานไม่ได้ทั้งหมด เพราะระบบของสำนักการระบายน้ำมีข้อมูลระดับน้ำและชั่วโมงการเดินเครื่องแยกรายสถานี และการเปิดเครื่องสูบน้ำขึ้นอยู่กับระดับน้ำและการบริหารน้ำในแต่ละพื้นที่ด้วย ตัวอย่างข้อมูลของ กทม. แสดงชั่วโมงการเดินเครื่องของแต่ละปั๊มเป็นรายวันโดยเฉพาะ
ก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนช่วงวันที่ 25–27 กันยายน 2569 ว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตามแนวร่องมรสุม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนสะสมสูงและเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ
ด้านกรุงเทพมหานครเคยชี้แจงเมื่อวันที่ 25 กันยายนว่า คลองฝั่งตะวันออกหลายสายมีระดับน้ำสูงจากฝนสะสม โดยระบุว่าได้เร่งระบายน้ำผ่านคลองหลัก อุโมงค์ระบายน้ำ และระบบสูบน้ำ ขณะที่สถานีบางแห่งไม่ได้เปิดเครื่องทุกตัวพร้อมกัน หากปริมาณน้ำไหลเข้าระบบยังไม่ถึงกำลังสูงสุดของสถานี
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กันยายน กทม. ระบุแผนเร่งระบายน้ำจากพื้นที่เกษตรฯ บางบัว รามคำแหง หัวหมาก และพัฒนาการ ผ่านคลองหลักและเครื่องสูบน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมประเมินว่าถนนสายหลักบางพื้นที่จะทยอยกลับมาใช้งานได้ภายใน 1–2 วัน
เช้าวันที่ 30 กันยายน นายชัชชาติระบุเพิ่มเติมว่า การระบายน้ำจำเป็นต้องลดระดับน้ำในคลองหลักก่อน จึงจะสามารถสูบน้ำจากถนนและชุมชนลงคลองได้เร็วขึ้น พร้อมระบุว่ามีการนำเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเข้าไปช่วยพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง
ประเด็นตัวเลขสถานีสูบน้ำจึงยังเป็นข้อถกเถียงสำคัญ โดยฝ่ายผู้วิจารณ์ใช้จำนวนสถานีที่กำลังเดินเครื่องในแต่ละช่วงเวลาตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการบริหาร ขณะที่ข้อมูลจาก กทม. ระบุว่าการเปิด–ปิดเครื่องสูบน้ำต้องพิจารณาระดับน้ำ ปริมาณน้ำที่เข้าสถานี และเส้นทางระบายน้ำในระบบร่วมกัน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง
The Bangkok Insight
TOPNEWS
แนวหน้า
#น้ำท่วมกรุงเทพ #สถานีสูบน้ำ #สำนักการระบายน้ำ #สมภพพอดี #ชัชชาติ #อนุทิน #กรุงเทพมหานคร #น้ำท่วม2569 #สถานการณ์น้ำ #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้
