วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สถาบันวัคซีนแห่งชาติออกมาชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 โดยเฉพาะข้อความที่ทำให้เกิดความเข้าใจว่า ผู้ได้รับวัคซีน AstraZeneca, Sinovac และ Pfizer จะเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โดยระบุว่าการนำข้อมูลมาเหมารวมลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและเกิดความตื่นตระหนก
สำหรับวัคซีนชนิด mRNA เช่น Pfizer และ Moderna รวมถึงวัคซีนเชื้อตายอย่าง Sinovac และ Sinopharm สถาบันวัคซีนฯ ระบุว่า ภาวะเกล็ดเลือดต่ำหลังฉีดพบได้น้อยมาก และไม่สามารถสรุปได้ว่าการพบเกล็ดเลือดต่ำภายหลังการฉีดวัคซีนทุกกรณีมีสาเหตุมาจากวัคซีน เนื่องจากอาจมีโรคหรือปัจจัยอื่นร่วมด้วย
ขณะที่วัคซีนชนิดไวรัสเวกเตอร์ เช่น AstraZeneca และ Johnson & Johnson มีข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของภาวะ ลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ หรือ TTS จริง
อย่างไรก็ตาม อัตราที่พบอยู่ที่ประมาณ 3–10 รายต่อล้านโดส หรือสูงสุดประมาณ 1 รายต่อ 100,000 โดส และมักพบภายหลังการได้รับวัคซีนเข็มแรก
สถาบันวัคซีนฯ ระบุเพิ่มเติมว่า อาการที่เกี่ยวข้องกับ TTS มักเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 4–30 วันหลังได้รับวัคซีน หากอาการเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว โอกาสที่จะเชื่อมโยงกับวัคซีนจะลดลง และควรมีการตรวจหาสาเหตุอื่นประกอบด้วย
ประเด็นสำคัญคือ การมีรายงานผลข้างเคียงที่พบได้จริง ไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับวัคซีนทั่วไปจะต้องเกิดภาวะดังกล่าว จึงควรแยกให้ชัดระหว่าง “ความเสี่ยงที่พบได้” กับ “การเหมารวมว่าเกิดขึ้นกับผู้ฉีดวัคซีน”
สถาบันวัคซีนแห่งชาติย้ำว่า การนำผลข้างเคียงที่พบในอัตราต่ำมากไปสื่อสารในลักษณะเสมือนว่าเกิดขึ้นกับผู้ได้รับวัคซีนทั่วไป เป็นการนำข้อมูลออกจากบริบทและอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการแพทย์และแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
สรุปชัด ๆ — TTS จากวัคซีนไวรัสเวกเตอร์เป็นความเสี่ยงที่มีข้อมูลรองรับจริง แต่เป็นภาวะที่พบได้ยากมาก ขณะที่การพบเกล็ดเลือดต่ำหลังวัคซีนไม่ได้หมายความว่าวัคซีนเป็นสาเหตุในทุกกรณี
สำนักข่าววิหคนิวส์ อ้างอิง สถาบันวัคซีนแห่งชาติ / NEWS1
#วัคซีนโควิด19 #AstraZeneca #แอสตร้าเซนเนก้า #TTS #ลิ่มเลือด #เกล็ดเลือดต่ำ #Pfizer #Moderna #Sinovac #ข่าวสุขภาพ #ข่าววัคซีน #สำนักข่าววิหคนิวส์
