วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น.
สถานการณ์ฐานะการคลังของรัฐบาลกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีการเปิดเผยข้อมูลว่า ยอดหนี้ที่รัฐบาลค้างชำระต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐพุ่งแตะประมาณ 1.13 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การตั้งงบประมาณเพื่อชำระคืนหนี้กลับอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้เกิดข้อกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว และกระทบต่อศักยภาพของสถาบันการเงินของรัฐในการดำเนินภารกิจสนับสนุนเศรษฐกิจและประชาชน หากภาระดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ข้อมูลระบุว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหน่วยงานที่รับภาระมากที่สุด โดยมีวงเงินที่รัฐบาลยังไม่ได้ชำระคืนคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ล้านล้านบาท จากการดำเนินมาตรการและโครงการตามนโยบายภาครัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการคลังมองว่า หากรัฐบาลยังเดินหน้าสร้างภาระทางการคลังเพิ่มเติม โดยไม่มีแผนทยอยชำระหนี้อย่างชัดเจน อาจกระทบต่อวินัยการคลัง ความน่าเชื่อถือของประเทศ และลดความสามารถของรัฐในการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต
ย้อนรอยปัญหา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายสมัยใช้สถาบันการเงินของรัฐเป็นกลไกดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน ทั้งโครงการพักหนี้ อุดหนุนภาคเกษตร การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ โดยให้ธนาคารสำรองจ่ายไปก่อน แล้วรัฐบาลทยอยชดเชยคืนภายหลัง ส่งผลให้ยอดหนี้สะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากการชดเชยล่าช้าหรือจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ ภาระดังกล่าวก็จะตกอยู่กับสถาบันการเงินของรัฐโดยตรง
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และการคลังจึงเสนอให้รัฐบาล ชะลอการก่อภาระหนี้ใหม่ พร้อมเร่งจัดทำแผนชำระหนี้ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อรักษาวินัยการคลัง และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินของประเทศในระยะยาว
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (FPO) และข้อมูลด้านฐานะการคลังของรัฐบาล:กระทรวงการคลัง
