วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.10 น.
บรรยากาศหน้า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความสนใจจากเครือข่ายนักกิจกรรมและประชาชน หลัง เวหา แสนชนชนะศึก ผู้ต้องขังคดีตาม มาตรา 112 ได้รับการปล่อยตัวอย่างเป็นทางการ ภายหลังเข้าเกณฑ์ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569
การปล่อยตัวครั้งนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของการถูกคุมขังยาวนานถึง 1,143 วัน หรือราว 3 ปี 2 เดือน
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเรือนจำ เวหาได้กล่าวประโยคสั้น ๆ แบบไม่สำนึกว่า
“ขังผมไว้ตั้ง 3 ปี ออกมาประเทศไม่มีอะไรดีขึ้นเลย”
เวหาถูกคุมขังจากคดี ม.112 รวม 3 คดี
ข้อมูลจากศูนย์ติดตามคดีการเมืองระบุว่า เวหาเป็นชาวพิษณุโลก วัย 42 ปี ถูกพิพากษาในคดี มาตรา 112 รวม 3 คดี รวมโทษเดิมประมาณ 9 ปี และถูกคุมขังตั้งแต่ 18 พฤษภาคม 2566
คดีของเวหาเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความและภาพบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งถูกตีความว่าเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ระหว่างถูกคุมขัง เวหาเคยเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด รวมถึงเคยร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิผู้ต้องขังทางการเมืองภายในเรือนจำด้วย
เข้าเกณฑ์อภัยโทษปี 2569
การปล่อยตัวครั้งนี้เกิดจาก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569 ซึ่งครอบคลุมผู้ต้องขังหลายกลุ่ม รวมถึงผู้ต้องขังคดีการเมืองบางส่วน โดยมีผู้ได้รับการปล่อยตัวพร้อมกันอย่างน้อย 6 ราย จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรม
ประโยคสั้น…แต่สะท้อนคำถามใหญ่
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้ถูกพูดถึงอย่างหนัก ไม่ใช่เพียงการได้รับอิสรภาพ แต่คือประโยคหลังพ้นคุกของเวหา
หลายฝ่ายมองว่าคำพูดดังกล่าวสะท้อนความผิดหวังต่อสภาพบ้านเมืองและความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี
ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายมองว่ากรณีนี้จะยิ่งเติมเชื้อไฟให้การถกเถียงเรื่องกฎหมาย ม.112 และกระบวนการยุติธรรมกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
คำถามสำคัญจึงยังค้างอยู่…
3 ปีที่ผ่านไป ประเทศไทยเรียนรู้อะไรจากความขัดแย้งเหล่านี้แล้วหรือยัง?
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, มติชนออนไลน์, Freedom Bridge
