ดุลย์ จุลกะเศียน นักวิเคราะห์ ระบุว่า
ในช่วงกว่า 15 ปีที่ผ่านมา Airbnb ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกอย่างสิ้นเชิง จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการปล่อยเช่าที่นอนลมในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่นครซานฟรานซิสโก สู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่มีที่พักหลายล้านรายการครอบคลุมกว่า 220 ประเทศและภูมิภาค
สิ่งที่ทำให้ Airbnb แตกต่างจากธุรกิจโรงแรมทั่วไป คือบริษัทแทบไม่ได้เป็นเจ้าของโรงแรม รีสอร์ต หรืออสังหาริมทรัพย์จำนวนมากเหมือนผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรม แต่สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจมหาศาลผ่านโมเดล Asset-Light Platform หรือแพลตฟอร์มที่ใช้ทรัพยากรของผู้อื่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
Airbnb ทำเงินอย่างไร
โมเดลธุรกิจหลักของ Airbnb คือการเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างเจ้าของที่พัก (Host) กับนักเดินทาง (Guest) โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการจองที่พักและบริการต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม
เจ้าของบ้าน คอนโด วิลล่า หรือบ้านพักตากอากาศ สามารถนำทรัพย์สินของตนเองเข้าสู่ระบบ ขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถค้นหา เปรียบเทียบ และจองที่พักได้อย่างสะดวกผ่านระบบออนไลน์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและระบบรีวิวรองรับ
ระบบนิเวศที่ใหญ่กว่าธุรกิจที่พัก
หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ Airbnb ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจห้องพัก แต่กำลังพัฒนาตัวเองเป็นระบบนิเวศการเดินทางแบบครบวงจร
ชั้นแรกคือ Airbnb ในฐานะแกนกลางของระบบ ทำหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยี สร้างกติกา และบริหารความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน
ชั้นที่สองคือเจ้าของที่พัก ตั้งแต่รายย่อยจนถึงบริษัทบริหารอสังหาริมทรัพย์ระดับมืออาชีพ
ชั้นที่สามคือผู้เข้าพัก ซึ่งประกอบด้วยนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และกลุ่ม Digital Nomad ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ชั้นที่สี่คือธุรกิจสนับสนุน เช่น บริษัททำความสะอาด ช่างภาพ ช่างซ่อม ผู้ติดตั้งระบบ Smart Lock และผู้จัดการทรัพย์สิน
ชั้นที่ห้าคือระบบการเงิน ทั้งธนาคาร บัตรเครดิต ระบบชำระเงิน และบริษัทประกันภัย
ส่วนชั้นสุดท้ายคือภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์ด้านภาษี โรงแรม และการเช่าระยะสั้น
วิเคราะห์ผ่านโมเดล REMORA
หากวิเคราะห์ผ่านแนวคิด REMORA จะเห็นโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน
Whale หรือ “วาฬ” คือ Airbnb รวมถึงผู้ถือครองพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้
Shark หรือ “ฉลาม” คือผู้บริหารทรัพย์สินและบริษัท Property Management ที่แข่งขันกันเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด
Remora หรือ “เหาฉลาม” คือเจ้าของห้องพักรายย่อยที่อาศัยกระแสของแพลตฟอร์มในการสร้างรายได้
ส่วน Plankton หรือ “แพลงก์ตอน” คือแรงงานและผู้ประกอบการรายเล็กที่สนับสนุนระบบทั้งหมด เช่น พนักงานทำความสะอาด ช่างซ่อม และผู้ให้บริการในพื้นที่
ความลับที่แท้จริงคือ “ธุรกิจความเชื่อมั่น”
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Airbnb เติบโตไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ แต่คือ Trust Economy หรือเศรษฐกิจแห่งความเชื่อมั่น
Airbnb ทำให้คนแปลกหน้าจากคนละประเทศกล้าทำธุรกรรมร่วมกัน ผ่านระบบรีวิว การยืนยันตัวตน ระบบคุ้มครองผู้เข้าพัก และระบบคุ้มครองเจ้าของที่พัก
เมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้น เจ้าของที่พักก็เพิ่มขึ้น เมื่อที่พักเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามา เกิดเป็น Network Effect ที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง
ก้าวต่อไปของ Airbnb
ปัจจุบัน Airbnb กำลังขยายตัวจากธุรกิจที่พักไปสู่แพลตฟอร์มการเดินทางครบวงจร ทั้งบริการรับส่งสนามบิน กิจกรรมท่องเที่ยว บริการระหว่างการเดินทาง และระบบ AI ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
นั่นหมายความว่า Airbnb กำลังก้าวจากการเป็นแพลตฟอร์มจองที่พัก สู่การเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจการเดินทางในอนาคต
สรุป
Airbnb ไม่ได้ขายห้องพัก แต่ขายการเข้าถึงเครือข่ายความเชื่อมั่นระดับโลก
บริษัทไม่ได้แข่งขันด้วยจำนวนอาคารหรือจำนวนห้องพักที่เป็นเจ้าของ แต่แข่งขันด้วยขนาดของระบบนิเวศ ข้อมูลผู้ใช้งาน และความสามารถในการสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้คนทั่วโลก
หากมองผ่านเลนส์ REMORA Airbnb คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ “วาฬดิจิทัล” ที่สามารถสร้างอาณาจักรระดับโลกได้ โดยแทบไม่ต้องถือครองสินทรัพย์หลักที่นำมาสร้างรายได้เลย
สำนักข่าววิหคนิวส์
