คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพิ่มอีก 4 สาขาอาชีพ โดยกำหนดอัตราค่าจ้างใหม่อยู่ที่ประมาณ 550-650 บาทต่อวัน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
แต่ทันทีที่มติดังกล่าวเผยแพร่ออกมา ได้เกิดเสียงวิจารณ์จากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการและนายจ้าง ที่มองว่าเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนครั้งใหญ่ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว กำลังซื้ออ่อนแรง และหลายธุรกิจเพิ่งฟื้นตัวจากปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมา
หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นาน หลังรัฐบาลเพิ่งเข้าหารือกับภาคเอกชนและเจ้าของกิจการเกี่ยวกับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลประเมินผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการรอบด้านแล้วหรือไม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงแรงงานระบุว่า อัตราค่าจ้างใหม่จะใช้กับแรงงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานตามเกณฑ์ของรัฐ ซึ่งรัฐบาลมองว่าจะช่วยผลักดันแรงงานไทยให้มีทักษะสูงขึ้น และรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยแสดงความกังวลว่า แม้จะเป็นค่าแรงเฉพาะกลุ่มทักษะ แต่สุดท้ายอาจส่งผลเป็น “แรงกดดันทั้งระบบ” ทำให้ลูกจ้างทั่วไปเรียกร้องปรับค่าแรงเพิ่มตามมา ขณะที่ต้นทุนสินค้าและบริการก็มีแนวโน้มขยับขึ้นอีกระลอก
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจบางส่วนมองว่า หากรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือนายจ้างควบคู่กัน เช่น ลดภาษี สนับสนุนเทคโนโลยี หรือช่วยลดต้นทุนพลังงาน อาจกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs อย่างหนักในระยะต่อไป
สำนักข่าววิหคนิวส์
