วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยรายงานสถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตทั่วโลกประจำปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ถูกประหารชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2524 โดยมีการประหารชีวิตอย่างน้อย 2,707 คน ใน 17 ประเทศ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีจำนวน 1,518 คน
รายงานระบุว่า การเพิ่มขึ้นของตัวเลขการประหารชีวิตส่วนใหญ่มาจากเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังคงใช้โทษประหารเป็นเครื่องมือควบคุมและสร้างความหวาดกลัวทางการเมือง
“อิหร่าน” ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในโลก โดยมีผู้ถูกประหารอย่างน้อย 2,159 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียมีอย่างน้อย 356 ราย
นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีจำนวนการประหารชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ คูเวตเพิ่มจาก 6 รายเป็น 17 ราย อียิปต์เพิ่มจาก 13 รายเป็น 23 ราย สิงคโปร์เพิ่มจาก 9 รายเป็น 17 ราย และสหรัฐอเมริกาเพิ่มจาก 25 รายเป็น 47 ราย
อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมประเทศจีน ซึ่งเชื่อว่ามีการประหารชีวิตหลายพันรายต่อปี ทำให้จีนยังคงเป็นประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในโลก แม้ข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ
รายงานยังพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของการประหารชีวิตทั่วโลกเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด โดยมีอย่างน้อย 1,257 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของจำนวนทั้งหมด
ในจำนวนนี้ อิหร่านมีการประหารชีวิตในคดียาเสพติดสูงถึง 998 ราย ซาอุดีอาระเบีย 240 ราย สิงคโปร์ 15 ราย และคูเวต 2 ราย สะท้อนแนวโน้มที่หลายประเทศยังคงใช้โทษสูงสุดกับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
แม้สถิติการประหารชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้น แต่แอมเนสตี้ระบุว่า แนวโน้มระดับโลกยังคงมุ่งสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยปัจจุบันมี 113 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารสำหรับความผิดอาญาทุกประเภทแล้ว และหากรวมประเทศที่ยุติการใช้โทษประหารทั้งในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ จะมีรวมทั้งสิ้น 145 ประเทศทั่วโลก
สำนักข่าววิหคนิวส์
